“ไม้สืบไม้ คนสืบคน ฟ้อนเจิง บนวิถีแห่งความเปลี่ยนแปลง”

“ตึง ต๊ะ ตึงตึง ตึง ตึง ต๊ะ ตึงตึง ตึง ตึง”

จังหวะกลองอันครื้นเครงเร้าใจเป็นเสียงของเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ประกอบการแสดงอันแฝงไปด้วยพลัง นั่นก็คือ “ฟ้อนเจิง”

คำว่า “เจิง” เป็นภาษาล้านนา ซึ่งก็คือคำว่า “เชิง” ในภาษาไทยกลาง  

ระบบการออกเสียงในภาษาล้านนา ตัว “ช” จะออกเสียงเป็น “จ” เหมือนคำว่า “เชียงใหม่” ออกเสียงเป็น “เจียงใหม่”  “ชิม” ออกเสียงเป็น “จิม” เป็นต้น 

เจิง มีความหมายว่า ชั้นเชิง เมื่อนำคำว่า “เจิง” มารวมกับคำว่าฟ้อน ที่หมายถึงการร่ายรำ ก็จะได้ความหมายว่า ศิลปะการแสดงอย่างมีชั้นเชิง คล้ายกับมวยไทยที่มีชั้นเชิงในการต่อสู้

ใครๆ ก็ถามว่า ใช่รำไท้เก๊กไหม? ถ้าไม่ใช่ทำไมถึงมีท่าทางที่คล้ายๆ กัน แทบจะเหมือนกันก็ว่าได้  

ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า จางซันฟง ผู้ซึ่งเป็นปรมาจารย์ของรำไท้เก๊กนั้น ได้หายตัวไปจากจีนอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง  เมื่อตามรอยก็พบว่า ท่านได้เดินทางมาทางทิศใต้ของประเทศจีน ซึ่งบริเวณนั้นเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของชาติพันธุ์ไท  จางซันฟงอาจจะมาเรียนรู้และกลับไปปรับเป็นการรำไท้เก๊ก ซึ่งการรำไท้เก๊กอาจจะมาจากการฟ้อนเจิงก็เป็นได้

การทำสงครามในอดีตนั้น คนที่สามารถฟ้อนเจิงได้ถือว่าได้เปรียบมาก เนื่องจากการฟ้อนเจิงนั้นนับว่าเป็นพื้นฐานในการต่อสู้  ใครที่สามารถฟ้อนได้แปลว่าคนนั้นต้องมีไหวพริบที่เฉียบคม

การฟ้อนประเภทนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น คนไท  ไม่ใช่คนไทยนะคะ แต่เป็นชาติพันธุ์ไทในแดนดินต่างๆ เช่น ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทยวน ไทเขิน เรียกได้ว่าแทบทุกคนไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็สามารถฟ้อนเจิงได้ทั้งนั้น

ฟ้อนเจิง

หัวใจของการฟ้อนเจิง

หัวใจของการฟ้อนเจิงนั้นจำเป็นต้องมีขุม อาจจะงงกันว่ามันคืออะไร

คือลักษณะการเดิน การวางเท้า อารมณ์เหมือนเวลาเราเต้นเพลงสากลแล้วมีจังหวะ 5 6 7 8 ถ้าเราเข้าใจวิถีของขุมก็จะทำให้เรามีศักยภาพในการย่างก้าวให้สง่างามและชำนาญได้ 

ต่อจากนั้นก็จะเริ่มร่ายรำโดยใช้หัวใจที่สองนั้นก็คือลายมือ ไม่ใช่การเขียนให้สวยงามตามท้องเรื่อง แต่เป็นการวาดมือไปในตำแหน่งต่างๆ ให้เป็นท่าทางเพื่อแสดงพลังและความแข็งแกร่ง

สิ่งที่เพิ่มเติมนั้นคือการอบอุ่นร่างกายโดยการ “ตบมะผาบ” ตามจุดต่างๆ ของร่างกาย เมื่อก่อนนั้นผู้คนนิยมสักเพื่อเพิ่มความขลังและความน่าเกรงขามให้แก่ตน  รอยสักแต่ละรอยก็จะมีความหมายหรือความสำคัญที่แตกต่างกัน 

ดังนั้นการที่จะปลุกรอยสักขึ้นมานั้นก็คือการตบมะผาบตามจุดต่างๆ ที่มีพร้อมกับท่องคาถาไปด้วย  ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อทางจิตใจ เพื่อให้มีกำลังใจในการต่อสู้ทั้งสิ้น

 

ท่ารำ

ท่าเริ่มต้นสำหรับการเริ่มฟ้อนเจิง เมื่อทำท่าบิดบัวบาน (แบบไม่จีบ) ไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ขยายวงออก ทำอยู่ประมาณ 1-2 นาที เมื่อหยุดทำพบว่า แขนจะรู้สึกมีน้ำหนักขึ้น แล้วสัมผัสได้ถึงเลือดที่เคลื่อนไหวภายในร่างกาย

หลังจากนั้นเราก็จะรู้สึกผ่อนคลายไปอย่างบอกไม่ถูก นี่แหละคือผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ของการฟ้อนเจิง

ปกติถ้าพูดถึงการฟ้อน จะมีท่ารำที่เป็นมาตรฐาน มีแบบแผน มีลำดับขั้นตอนก่อนหลัง แต่การฟ้อนเจิงจะมีความแตกต่างในแต่ละชุมชน

แต่ละสำนักท่าทางการฟ้อนก็จะแตกต่างกัน  ลำดับของท่าขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้แสดงด้วยเช่นกัน เมื่อเริ่มการแสดงจะเป็นจังหวะกลองที่ช้าๆ แล้วจะเริ่มปรับเป็นเร็วในตอนท้าย เพื่อเป็นการสร้างความฮึกเหิมและสร้างขวัญกำลังใจก่อนออกรบ

เสียงกลองก้นยาว หรือกลองปู่เจ่ เสียงฉาบและฆ้องที่ดังขึ้นในงานบุญต่างๆ  ช่างเป็นเสียงที่สร้างจังหวะแสนเร้าใจแก่ผู้ร่วมงานและผู้แสดง  แต่ด้วยความลื่นไหลของวัฒนธรรมที่มีการปรับเปลี่ยน จากเครื่องดนตรีเดิมๆ ก็สามารถฟ้อนได้กับเครื่องดนตรีสมัยใหม่ที่สร้างจังหวะแทนได้

เปลี่ยนจากการป้องกันตัวเป็นศิลปะการแสดงเพื่อถ่ายทอดทางวัฒนธรรม นอกจากนี้สามารถนำไปเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพได้

สำหรับใครที่เคยฟ้อนเจิงจะรู้สึกได้เลยว่า ตัวเองนั้นไม่มีพุงแน่นอน นอกจากนี้เป็นกิจกรรมคลายเหงื่อที่ดีมาก ส่งผลให้เรานอนหลับสบาย เพราะเวลาฟ้อนเจิงนั้นต้องกำหนดลมหายใจเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ระบบการหายใจจึงทำงานได้ดีเลิศ ถึงแม้ไม่มีกล้ามแต่ก็จะไม่มีพุง

ฟ้อนเจิง

อาจารย์อุดม หลีตระกูล

จุดเริ่มต้นการฟ้อนเจิงของอาจารย์อุดม หลีตระกูล นั้น เริ่มจากการที่ท่านเป็นคนตัวเล็ก ขนาดว่าเอวมีแค่ 19 นิ้วเท่านั้น  ในอดีตก็โดนกลั่นแกล้ง ทำให้อาจารย์ได้คิดว่า

“เราตัวเล็ก เราเลยถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ได้ละ เราต้องทำอะไรสักอย่าง”

ความคิดในตอนนั้นทำให้ครูอุดมได้เริ่มเรียนฟ้อนเจิงกับพ่อครูบุญเถิง จักขุเนตร ความพยายามที่ไม่มีที่สิ้นสุดของอาจารย์ทำให้เป็นผู้ที่รอบรู้ด้านการฟ้อนเจิง

 พิธีฝากตัวเป็นศิษย์ถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่ม คล้ายกับการลงทะเบียนในปัจจุบัน เพราะถ้าเราไม่ลงทะเบียนก็จะไม่สามารถเริ่มเรียนได้ แต่ขั้นตอนการฝากตัวนั้นจำเป็นต้องมี “สรวย” หรือกรวยดอกไม้ พร้อมกับปัจจัยเล็กน้อยซึ่งจำนวนนั้นแล้วแต่ครู

เมื่อเสร็จพิธีนี้ก็นับว่าเป็นการไหว้ครูโดยปริยาย นับว่าเป็นพันธะผูกพันระหว่างครูและลูกศิษย์อย่างแน่นแฟ้น ถือว่าเราจะผูกพันไปจนวันตาย

คำถามยอดฮิต

Q: คนที่จะฟ้อนเจิงจำเป็นต้องเป็นผู้ชายไหมคะ?

A: ตอบได้เลยค่ะว่าไม่จำเป็น เพราะการฟ้อนเจิงนั้นสามารถฟ้อนได้ทุกเพศทุกวัย

โครงการกล้าใหม่…ใฝ่รู้

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เสริมสร้างเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

Writer/ Photographer

นิตยสาร INSIDE CHIANGMAI

นิตยสาร INSIDE CHIANGMAI

เรื่อง ณฐา ชัยวิวัธน์ ภาพ นันทิศ โพธิ์ผ่อง โรงเรียนวารีเชียงใหม่


Relate Place

Travel

5 อาหารเด็ดที่ห้ามพลาดในตลาดเช้าทับปุด จ. พังงา

เสียงไก่ขันในโทรศัพท์ปลุกให้ลุกขึ้นมาชื่นชมบรรยากาศยามเช้าตรู่ หยิบ รองเท้ามาสวมให้กระชับ ผูกเชือกให้แน่นพร้อมที่จะออกไปสัมผัสอากาศสดชื่น และไม่พลาดที่จะแวะมา “ตลาดเช้าเทศบาลตำบลทับปุด” เพื่อเติมพลังด้วยมื้อเช้า

Travel

ขมิ้นดี เครื่องแกงดี ที่บ้านเขาตำหนอน ทับปุด พังงา

บ้านเขาตำหนอน ตำบลถ้ำทองหลาง อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เป็นสถานที่ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดพังงาเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีขมิ้นที่ขึ้นชื่อ เป็นที่ยอมรับถึงความมีคุณภาพและปลอดภัยไร้สารเคมี

Eat

คุณป้านัฐพร รุ่งโรจน์สุวรรณ เจ้าของร้านไอศกรีมรสไทยที่ลูกพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปเสวย

ท่ามกลางความร้อนของอากาศในกรุงเทพมหานคร มีร้านไอศกรีมรสชาติไทยๆ ซ่อนอยู่ในตึกแถวเล็กๆ ในชุมชนแพร่งภูธร ที่นี่คือร้านไอศกรีมที่ทำให้เราได้รู้จักกับคุณป้านัฐพร รุ่งโรจน์สุวรรณ “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแห่งแพร่งภูธร”

Travel

ศาสตร์ภูมินทร์ สินสุโขทัย โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย

หากท่านต้องการเดินทางมาเยือนสวรรคโลก แต่ไม่ต้องการเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางหรือรถไฟ อย่าวิตกกังวลไปครับ เพราะสวรรคโลกมีสนามบินและเที่ยวบิน บินตรงจากบางกอกสู่เมืองสวรรค์แห่งนี้ ที่พร้อมให้บริการผู้ที่ต้องการมาเยือนอย่างสะดวกสบาย