ฮูปแต้ม วัดภูมินทร์ มณีเม็ดงามแห่งเมืองน่าน

ใครที่มาเที่ยวเมืองน่าน นอกเหนือจากความงดงามของธรรมชาติ หรือการมากราบพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำปีเกิดของคนปีเถาะแล้ว  อีกแห่งทีเปรียบดังอัญมณีค่าควรเมือง ก็คือการได้มากราบพระประธานสี่ทิศ พร้อมทั้งยลจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือช่างเมืองน่านที่เชื่อกันว่ามีเพียงสองแห่งคือที่ วัดหนองบัว . ท่าวังผา  และที่วัดภูมินทร์ กลางข่วงเมืองน่านแห่งนี้

ตามหลักฐานพงศาวดารเมืองน่านระบุว่า เดิมวัดนี้ชื่อวัดพรหมมินทร์  สร้างโดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ในปี .. 2139  โดยสร้างเป็นอาคารจัตรุมุข ประดิษฐานพระประธานสี่องค์ โดยหมายถึงพรหมวิหารสี่  สมดังพระนามของพระองค์  กาลต่อมาจึงค่อยๆ เพื่อนเป็นชื่อวัดภูมินทร์ 

ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณปี .. 2410 เจ้าอนันตวรฤทธิเดช  เจ้าผู้ครองนครน่าน เห็นว่าอาคารทรุดโทรมไปมาก จึงทำการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ทั้งยังให้หนานบัวผัน ซึ่งเป็นจิตรกรผู้วาดภาพฝาผนังวัดหนองบัว  มาวาดภาพที่วัดภูมินทร์นี้ด้วย  ทั้งการบูรณะและวาดภาพเพิ่มเติมนี้ใช้เวลาถึง  8 ปี จึงแล้วเสร็จ

A1
บรรยากาศลานข่วงเมืองน่าน ที่มีวิหารจัตุรมุขของวัดภูมินทร์อยู่เบื้องหลัง ใส่บรรยายภาพ
ใส่บรรยา รูปปั้นพญานาคสองตน ที่มองดังว่าหนุนอยู่ด้านล่าง และมีซุ้มประตูให้ลอด คนโบราณว่าถ้าได้ลอดซุ้มนี้จะได้กลับมาเมืองน่านอีก แต่ถ้าลอดเกินสามครั้งจะได้มาเป็นเขย สะใภ้ เมืองน่าน ยภาพ
ใส่บรรยายภาพ มุมมองจากด้านหลังของอาคารจัตุรมุข

สถาปัตย์จัตรุมุข โบสถ์วิหาร อาคารเดียวกัน

อาคารที่มีมุขหลังคายื่นออกมาสี่ด้านนี้ สันนิษฐานว่าเป็นวิหารทรงจัตรุมุขหลังแรกของประเทศ  มีนาคคู่คอยหนุนรองรับ หัวนาคอยู่ด้านเหนือ ปรากฏหางทางด้านใต้ ส่วนนี้ถือเป็นพระอุโบสถ  ส่วนทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกถือเป็นพระวิหาร ความงามโดดเด่นนี้ทำให้รัฐบาลไทยในสมัยรัชกาลที่ 8 นำรูปวิหารไปตีพิมพ์ลงบนธนบัตรใบละ 1 บาท

A5
ลวดลายปูนปั้นนาค ที่หลายคนลงความเห็นว่ามีลักษณะเรียบง่าย งดงาม
ใส่บรรยายภ ลวดลายพรรณพฤกษา ประดับอยู่หน้าบันทั้งสี่ด้าน มีความละเอียด อ่อนช้อย สมกับความที่เป็นวัดหลวง วัดสำคัญของนครน่าน าพ
ใส่บรรยายภ บริเวณกึ่งกลางสันหลังคาปูนปั้นดูเหมือนองค์พระพุทธรูป และเป็นยอดเจดีย์ มีฉัตร 5 ชั้น ทะลุขึ้นมาจากองค์เจดีย์ที่อยู่หลังองค์ประธานทั้งสี่ทิศ าพ

บริเวณหน้าบันเป็นรูปพรรณพฤกษา เปรียบประดุจป่าหิมพานต์  เมื่อเดินเข้าไปในวิหารก็เปรียบดังเดินขึ้นเขาพระสุเมรุ ผ่านบานประตูที่มีรูปพระเวสสุวัณแผลงฤทธิ์ เข้าไปจะพบพระประธานปางมารวิชัยขนาดใหญ่สี่องค์หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ชนกัน หันหน้าไปยังทิศทั้งสี่ มีผู้สันนิษฐานว่าหมายถึงอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสี่ที่ตรัสรู้แล้วในภัทรกัป ด้านหลังเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง สูงขึ้นไปจรดเพดานหากออกไปมองดูจากภายนอกจะเห็นยอดเจดีย์เป็นเหมือนพระพุทธรูปอยู่ทั้งสี่ทิศ มีฉัตรห้าชั้นกางอยู่ด้านบนสุด

บริเวณเสายังมีการประดับปูนปั้น ลงรักปิดทองประดับกระจก บริเวณเพดานมีลวดลายประดิษฐ์อย่างวิจิตร   ผนังโดยรอบเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเต็มทั้งสี่ทิศ

B2
พระประธานวัดภูมินทร์ มีทั้งสี่ทิศ ปางมารวิชัย บ้างสันนิษฐานว่าหมายถึงพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ในภัทรกัป บ้างก็ว่าหมายถึงพรหมวิหาร 4 พ้องกับชื่อเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ผู้สร้างวัดนี้
C1
จิตรกรรมฝาผนังด้านทิศเหนือ ด้านบนวาดภาพพระพุทธเจ้าพร้อมอัครสาวกขนาดใหญ่ ต่ำลงมาเป็นชาดกเรื่อ คัทธนกุมาร

อ่านชาดกในจิตรกรรม

จิตรกรรมฝาผนังนี้ วาดเต็มผนังทุกด้านบริเวณด้านบนเหนือประตูของทุกด้าน เขียนเป็นภาพพุทธประวัติขนาดใหญ่ เกือบเท่าตัวคน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของช่างเขียนท่านนี้  สามด้านจะเป็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัย ล้อมรอบด้วยอัครสาวก  ส่วนด้านตะวันตกจะเป็นปางไสยาสน์ ปรินิพพาน 

ที่น่าสนใจคือ ด้านทิศเหนือจะมีภาพวาดแม่ชี นั่งอ่านหนังสือ มีแมวอยู่ด้านข้าง  หรือภาพพระกำลังสอนหนังสือเณร  ช่วงวาดให้มีขนาดใหญ่เกือบเท่าคนจริง  ซึ่งภาพลักษณะเดียวกันนี้ ก็ปรากฏอยู่ที่วัดหนองบัว เช่นกัน  ส่วนด้านล่างจะวาดเป็นชาดกเรื่อง คัทธนกุมารชาดก

หญิงชราให้อาหารแมว หรือกำลังนั่งอ่านหนังสือ มีแมวอยู่ข้างๆ รูปลักษณะเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ในวิหารวัดหนองบัวเช่นกัน เป็นหลักฐานพ้องที่ทำให้นักวิชาการศิลปะเชื่อว่า เป็นภาพของผู้เขียนคนเดียวกัน
หญิงม่ายกำลังสอนหญิงสาวทอผ้า มีชายหนุ่มกรุ้มกริ่มมาเมียงมองสาว แสดงเอกลักษณ์ทั้งการสักขาลาย วิถีชีวิต รวมถึงลวดลายของผ้าทอ

เรื่องราวของพระโพธิสัตว์ ที่เสวยชาติเป็นหนุ่มน้อย ผู้เดินทางช่วยเหลือสรรพสัตว์  ภาพเริ่มจากทางผนังด้านซ้ายของทิศเหนือ เล่าเรื่องหญิงม่ายผู้มีใจอารีอาศัยในเมืองศรีษะเกษ เมื่อพระโพธิสัตว์จะมาสั่งสมบุญบารมียังโลก  พระอินทร์จึงแปลงร่างเป็นพญาช้างเผือกมาเหยียบย่ำนาข้าวของนางจนเสียหาย นางตามรอยเท้าช้างไปจนเหนื่อย ก้มลงกินน้ำในรอยเท้า  ทำให้ตั้งครรภ์ คลอดออกมาพร้อมดาบวิเศษสรีกัญไชย จึงได้ชื่อว่าคัทธนกุมารและมีกำลังแข็งแรง  เมื่ออายุได้ 16  ปีได้ช่วยมารดาจากนางยักษ์ในป่าจนได้ทองคำ และน้ำทิพย์  จนเจ้าเมืองได้ยินคำร่ำลือถึงความเก่งกาจ จึงโปรดให้เป็นอุปราช  กุมารจึงนำน้ำทิพย์มาโปรยใส่แม่ จนกลับมาเป็นหญิงงามอีกครั้ง และถวายให้เป็นอัครมเหสี

C3_1
หญิงม่ายหาบคุน้ำ มีคัทธนกุมารเดินตาม ด้านล่างคือพระอิทนร์ที่แปลงร่างเป็นพญาช้างเผือก ส่วนด้านขวาเป็นวีรกรรมของกุมารที่ปราบนางยักษ์จนได้ของวิเศษ
ภาพนี้นางยักษ์นุ่งซิ่นมัดก่านคาดป้อง เป็นผ้าซิ่นเอกลักษณ์อีกแบบหนึ่งของชาวไทลื้อเมืองน่าน
คัทธนกุมารออกเดินทางตามหาบิดา ช่างวาดให้ทรงเครื่องแบบกษัตริย์ลงสีทองเลื่อมระยับ แสดงถึงความเป็นบุคคลสำคัญ ไปพบกับชายไผ่ร้อยกอ และชายร้อยเล่มเกวียน ที่ภาพหลังแพ้กำลังยอมศิโรราบยอมเป็นผู้ติดตาม
C6
เมืองอินทปัตนคร บ้างสันนิษฐานว่า ยุคสมัยนั้น เป็นช่วงที่มีชาวต่างชาติเข้ามาในแถบนี้มากและช่างเขียนอาจได้เดินทางไปเมืองบางกอก จึงวาดภาพทั้งชาวเรือกลไฟ และฝรั่งตะวันตกบันทึกไว้ด้วย

ต่อมาด้วยความคิดถึงบิดา จึงออกเดินทางเพื่อตามหา ได้พบกับ ชายที่มีกำลังลากไผ่ร้อยกอ และชายที่มีกำลังลากเกวียนร้อยเล่ม  เจ้าคัทธนกุมาร เอาชนะจนได้สองชายไผ่ร้อยกอ และชายร้อยเล่มเกวียนมาเป็นผู้ติดตาม ไปจนถึงเมือง อินทปัตนคร ได้ปราบจิ้งกุ่ง (จิ้งหรีด)ยักษ์  ได้ของวิเศษคือ ไม้เท้าต้นชี้ตายปลายชี้เป็น และพิณสามสาย ซึ่งดีดแล้วจะให้คนมาสวามิภักด์ ขับไล่ศัตรู หรือเรียกหาอาหารได้

D1
ผนังด้านทิศตะวันออก เล่าเรื่องสองเมืองที่คัทธนกุมารไปช่วยสองเมืองให้พ้นจากการทำร้ายของงูยักษ์ และนกยักษ์ แสดงถึงอาวุธวิเศษ และการชุบชีวิตชาวเมือง
ภาพขนาดใหญ่เกือบเท่าคนจริง บริเวณด้านบนซ้ายของผนัง สันนิษฐานว่าเป็นภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ทำการปฏิสังขรณ์ และให้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้
คัทธนกุมาร ใช้ไม้เท้าวิเศษ ต้นชี้ตายปลายชี้เป็น ทำการกำจัดงูยักษ์ และใช้พิณสามสายชุบชีวิตชาวเมือง ช่างเขียนยังได้สอดแทรกภาพธรรมชาติต่างๆ เช่น หมู หมา ไก่ แมว สัตว์เลี้ยงต่างๆ ที่ฟื้นคืนมาด้วย รวมถึงภาพต้นกล้วยและสัปปะรดที่เหมือนจริงมาก
D6
ช่วยเมืองชวาทะวดีจากนกยักษ์ ช่วยเจ้าหญิงคำสิงออกมาจากเสาท้องพระโรง และมอบให้ชายร้อยเล่มเกวียนครองเมือง
D6
ช่วยเมืองชวาทะวดีจากนกยักษ์ ช่วยเจ้าหญิงคำสิงออกมาจากเสาท้องพระโรง และมอบให้ชายร้อยเล่มเกวียนครองเมือง

ผนังด้านทิศตะวันออกเป็นเรื่องการเดินทางไปถึงเมืองขวางทะบุรี ช่วยเจ้าหญิงกลองสี จากฝูงงูยักษ์ ที่มีทำร้ายชาวเมืองเนื่องจากไม่อยู่ในศีลในธรรม เมื่อรบชนะและฟื้นคืนชีพชาวเมืองแล้ว จึงให้ชายไผ่ร้อยกอครองเมืองกับนางกลองสี  ด้านขวาเป็นอีกเมืองชวาทวดี ช่วยเจ้าหญิงคำสิงในหอกลอง และปราบนกแร้ง เหยี่ยว ยักษ์ และให้ชายร้อยเล่มเกวียนครองเมือง

E
ผนังด้านทิศใต้ เล่าเรื่องคัทธนกุมาร เดินทางไปยังเมืองจำปานคร ช่วยเจ้าหญิงสีดา จากยักษ์ และไปพบนางสีไว ลูกสาวเศรษฐี จนมีบุตรด้วยกันสองคน และได้เดินทางจนไปพบพญาช้างเผือก แต่ถูกอุบายของเจ้าเมืองตักสิลาจนตัวเองตาย ลูกชายสองคนจึงรบกันเพื่อแย่งของวิเศษ
ริมประตูสองด้านมีภาพวาดหญิงชายสูงศักดิ์ ขนาดใหญ่เท่าตัวคนจริง เป็นเอกลักษณ์ของจิตรกร
บริเวณด้านบนขวา ต่ำลงจากรูปพระสอนลูกศิษย์ เป็นภาพคัทธนกุมาร ปราบนางยักษ์ และช่วยนางสีดา โดยได้ตัดชายผ้านุ่งมอบให้ไว้

ผนังด้านทิศใต้เล่าเรื่องเมื่อถึงเมืองจำปานคร ได้พบรักกับนางสีไว ลูกสาวเศรษฐีมีบุตรด้วยกันสองคน  คือ คัทธเนตร และคัทธจัน 

E3
นำชายผ้านุ่งมาต่อเป็นหลักฐานว่าตนเป็นคนช่วยนางสีดาจากยักษ์ และเจ้าเมืองจำปานครทำการอภิเษกให้
ภาพเด่นอีกภาพในคราวที่คัทธนกุมารไปพบรักกับนางสีไว แสดงถึงการแอ่วสาวในสมัยก่อน ที่หญิงสาวจะปั่นผ้ายที่บ้าน ให้หนุ่มๆ ไปเกี้ยวพาราสี ถ้าหญิงสาวไม่รักชอบ ก็อาจคุยไม่นาน
ภาพที่พญาช้างเผือกล้ม และมอบงาวิเศษให้
E6
พี่น้องรบพุ่งกันจนตายเป็นเบือ จนพญาแถนต้องสร้างลมพิชฌขอด ให้พัดมายุติการรบ ภาพนี้อยู่เหนือบานประตู

ด้วยการประกอบกรรมดีหลายอย่างในที่สุด พระอินทร์จึงแปลงร่างเป็นพญาช้างเผือกมาพบกับคัทธนกุมาร โดยแกล้งป่วยตาย และมอบงาวิเศษให้  แต่คัทธนหลงอุบายเจ้าเมืองตักศิลา เอาไม้เท้าชี้ตัวเองตาย ลูกสองคนได้ข่าวโดยคัทธจันผู้น้องออกมาตามหาบิดาได้ฆ่าเจ้าเมืองตักศิลาและได้งาช้างคืนมา แต่คัทธเนตรเกิดริษยาน้องอยากได้งาช้างกิ่งหนึ่ง จึงเกิดการรบรากันขึ้น จนพระอินทร์ต้องสั่งให้ขุนแถนสร้างลมพิชฌขอด” (ลมที่คมกล้าดังมีดโกน พ่วงด้วยกระดึงหลวง มีเสียงดังดุจฟ้าผ่าแสนครั้ง) ตัดพระศอคัทธเนตรจนสิ้นพระชนม์  คัทธนจันได้ครองชมพูทวีป เป็นจักรพรรดิราชทรงทศพิธราชธรรมสืบมา

ชาดกเรื่องนี้ สอนลูกหลานชาวน่าน ให้มีความพยายาม ตั้งใจทำความดี มีความเสียสละ กตัญญู และช่วยเหลือผู้อื่น   

โดยตัวละครสำคัญที่กลับชาติมาเกิด เช่น เจ้าเมืองศรีษะเกษ คือพระสุโทธนะ  หญิงม่าย คือพระนางสิริมหามายา  พระเจ้าคัทธนะ กลับชาติมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า  ชายไผ่ร้อยกอคือพระสารีบุตร ชายเกวียนร้อยเล่มคือพระโมคคัลลานะ  คัทธจันคือพระราหุล  คัทธเนตรคือพระเทวทัต  เป็นต้น

ผนังด้านทิศตะวันตก ด้านบนเป็นภาพพุทธประวัติตอนปรินิพพาน เขียนชาดกเรื่องเนมิราช
บริเวณประตูนี้เองที่ปรากฏภาพ “นายม่านนางม่าน” สองหนุ่มสาวที่แสดงอาการกระซิบกระซาบบอกรัก และโด่งดังจนกลายเป็นภาพจำของนักท่องเที่ยว
F2
พระมาตุลี นำเวชยันตราชรถมารับพระเนมิราชไปแสดงธรรมโปรดเทวดา นางฟ้า บนสวรรค์
ชายหญิงที่สะสมบุญบารมีไว้ในโลกมนุษย์ เมื่อสิ้นชีพก็จะได้ไปสวรรค์
ต้นปาริชาติและพระเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ส่วนผนังด้านทิศตะวันตก เป็นเรื่อง เนมีราชชาดก ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี  พระอินทร์ทรงอัญเชิญให้ไปโปรดปวงเทวดาบนสวรรค์ โดยให้พระมาตุลีนำเวชยันตราชรถมารับ บนสวรรค์มีทั้งต้นปาริชาติ และพระธาตุเกตแก้วจุฬามณี  รวมถึงทรงลงไปโปรดปวงคนบาปในนรก  เป็นการสอนให้คนหมั่นทำความดีละเว้นความชั่ว

4 ภาพไม่ควรพลาด

ในจำนวนภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้  นอกเหนือจากภาพขนาดเล็ก ที่เขียนเป็นเรื่องชาดกแล้ว  ยังมีภาพขนาดใหญ่ อีกจำนวนหนึ่งตามด้านข้างของกรอบประตู หรือบริเวณใกล้เคียงกับภาพพุทธประวัติ  อย่างเช่นภาพแม่ชีกำลังให้อาหารแมว  หรือพระเณรกำลังอ่านหนังสือบนผนังด้านทิศเหนือ   ภาพชายสูงศักดิ์สวมเสื้อครุยสีแดง ที่สันนิษฐานว่าอาจเป็นภาพของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่านผู้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ บนผนังทิศตะวันออก  ผนังด้านใต้สองฝั่งประตู เป็นภาพหญิงและชายสูงศักดิ์ ในชุดพื้นเมือง  และภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดอีกภาพคือ ภาพปู่ม่าน ย่าม่าน กระซิบรักอยู่ริมประตูด้านทิศตะวันตก

แต่หลายภาพที่น่าสนใจไม่ควรพลาด ที่ทั้งศิลปิน และผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะ กล่าวยกย่อง อย่างน้อยมี 4 ภาพ ดังนี้

S1

หญิงม่ายสอนทอผ้า

ภาพบริเวณผนังทิศเหนือด้านซ้ายนี้  จะเห็นวิถีชีวิตของคนเมืองน่านสอดแทรกอย่างเต็มที่  ไม่ว่าจะเป็นการคลอดลูก  การละเล่น  การทำนา โดยเฉพาะกระบวนการทอผ้า ลวดลายผ้าซิ่นที่ปรากฏอยู่ในชุดต่างๆ ของหญิงสาว ยังเป็นผ้าที่ชาวเมืองน่านยังนุ่งกันอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นซิ่นป้อง หรือซิ่นม่าน   โดยเฉพาะภาพนางยักษ์ที่อยู่ใกล้เคียงกัน จะเป็นว่านางยักษ์นุ่งซิ่นคาดก่าน แทรกด้วยลายป้อง เป็นชั้นๆ

S2

ต่อบุหรี่ชายตา

ภาพบริเวณผนังทิศเหนือด้านขวา เป็นภาพชายคนหนึ่งกำลังของต่อบุหรี่กับหญิงสาว  โดยฝ่ายชายมีเพื่อนมาด้วยสามคน ช่วยฝ่ายหญิงมีเพื่อนกลุ่มใหญ่อีกหกคนยืนอยู่ด้านหลังด้วยอากัปกิริยาต่างๆ กัน  มีหญิงสาวอีกนางหนึ่งกำลังหาบคุน้ำ  ภาพนี้งดงามด้วยองค์ประกอบต่างๆ อย่างลงตัว และแฝงเร้นการสักขา ลวดลายของผ้าซิ่นแบบต่างๆ  โดยเฉพาะกิริยาการขอต่อบุหรี่ขี้โยในพื้นที่สาธารณะ ก็เปรียบเหมือนการต่อไมตรีซึ่งกันและกัน 

ถ้าหญิงสาวไม่มีใจ คงไม่ยินยอมต่อบุหรี่ด้วย  ถ้าเป็นในปัจจุบันก็คงเหมือนการเข้าไปขอแลกไลน์ หรือขอเบอร์โทร. กระนั้น

S3

โมนาลิซาเมืองไทย

ภาพริมประตูด้านทิศตะวันออก เป็นภาพผู้หญิงขนาดใหญ่เกือบเท่าคนจริง กำลังเกล้าผม เชื่อว่าเป็นภาพของนางสีไว ในคัทธนกุมารชาดก  นางแต่งกายแบบผู้มีฐานะ เกล้าผมเสียงดอกไม้แห้ง และปิ่นปัก เจาะหูม้วนแผ่นทอง  (แผ่นทองนี้เปรียบเสมือนบัตรประชาชนในปัจจุบัน เพราะจะมีการจารึกวันเดือนปีเกิด และชื่อตนไว้  ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเจ้านายราชสกุล หรือผู้มีฐานะมั่งคั่ง จึงจัดทำ โดยการตีแผ่นทองให้บางแล้วม้วน ก่อนเจาะใส่แทนต่างหูทั้งชายและหญิง)

ภาพนี้งดงามด้วยการทอดสายตา และรอยยิ้มชวนสงสัย จะมองมุมใดก็งดงาม จนปราชญ์เมืองน่านท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่าเป็นดังภาพโมนาลิซาแห่งเมืองเหนือ

s4

ปู่ม่านย่ามานกระซิบรัก

ภาพบุคคลขนาดใหญ่ริมประตูด้านทิศตะวันออก ชายหนุ่มเปลือยอกเห็นรอยสักดำตั้งแต่สะดือมาจนถึงโคนขา สมดังคำเรียก ลาวพุงดำ ที่หนุ่มไหนไม่กล้าสักแสดงความกล้าหาญ หญิงสาวมักไม่ชายตามอง  ทำท่าเกาะไหล่กระซิบกับหญิงสาวที่นุ่งซิ่นลุนตยา สวมเสื้อคลุมแบบพม่า การเกาะไหล่แบบนี้ในสมัยก่อนบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระดับสามีภรรยา ทั้งแววตา สีหน้า ท่าทาง  อากัปกิริยาของทั้งคู่ก็แสดงถึงความรักความผูกพันกัน

ที่มาของคำกระซิบรักบันลือโลก ในภาพปู่ม่านย่าม่าน

ภาพชายหนุ่มสักขาดำลาย ป้องปากกระซิบคำกับหญิงสาวที่สวมชุดแต่งกายแบบพม่า หรืออาจเป็นไทใหญ่ บริเวณริมประตูด้านทิศตะวันตก มีอักษรล้านนาโบราณกำกับไว้ลางๆ ว่าปู่ม่านย่าม่าน

. สมเจตน์ วิมลเกษม อดีตอาจารย์โรงเรียนสตรีศรีน่าน อธิบายภาพนี้ในบทความภาษาล้านนา : อักษรศาสตร์ที่ปรากฎในภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ว่า

คำว่าม่านนั้น ภาษาล้านนาใช้เรียกดินแดนพม่าและชาวพม่า  และบางทียังใช้เรียกชาวไทใหญ่ในที่ราบสูฉาน ในเขตพม่า หรือม่านส่วนคำว่าปู่และย่าในภาษาถิ่นล้านนามิได้หมายถึงผู้เฒ่าผู้แก่เสมอไป ในบางบริบทก็เป็นคำสรรพนามเรียกชายหญิง ดังนั้นคำนี้อาจหมายถึง หนุ่มม่านสาวม่านก็ได้

ครั้งหนึ่งท่านเคยเอ่ยคำค่าวโบราณให้ธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดี ฟังว่า

คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จะเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอ๊กในใจ๋ตัวจายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะอิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา..” แปลว่า ความรักของน้องนั้น พี่จะเอาไปฝากในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว จะฝากไว้กลางท้องฟ้านภากาศ ก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม จะเอาไปฝากในวังในคุ้มเจ้าหลวง ก็กล้วเจ้านายจะมาเจอะเจอแล้วแย่งไป เลยขอเอามาไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้อง  ไม่ว่ายามพี่นอนหลับหรือสะดุ้งตื่น

ธีรภาพจึงนำวลีเก่าที่ . วินัย ปราบริปู ศิลปินชาวน่านเคยอ้างถึงภาพนี้ไว้ว่า ชื่อภาพ กระซิบบันลือโลก  มารวมกับคำว่ารัก  กลายเป็นกระซิบรักบันลือโลกโดยนำไปตั้งเป็นชื่อบทความยลยอดจิตรกรรมโรมานซ์ล้านนา อดัมอีวา น่าน  ในนิตยสาร Travel Guide ในปี 2553

จากนั้นทั้งวลีกระซิบรักบันลือโลกและคำค่าวโวหารชมสาวแบบนารีปราโมทย์จึงค่อยๆ ซึมซาบลงไปในใจผู้คนที่มาเยี่ยมเยือน กลายเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของเมืองน่านไป

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on pinterest

Info

วัดภูมินทร์

Guide ใกล้ : Application คู่ใจคนชอบท่องเที่ยวตัวจริง

Guide ใกล้ เหมือนมีไกด์ไว้ใกล้ตัว
Application นี้จะช่วยแนะนำว่า ตำแหน่งรอบตัวเรามีที่เที่ยว ร้านอาหาร ร้านขายของ ที่พัก หรือสถานที่จุดใดน่าแวะไปสัมผัส ชิม ช็อป แชะ แชร์ พร้อมกิจกรรมเด่นประจำเดือน แผนที่ลงจุดใช้งานง่าย ดูสนุกและสะดวก แค่ดูภาพสวยๆ ก็อยากไปแล้ว

Writer/ Photographer

อนุรัตน์ วัฒนาวงศ์สว่าง

อนุรัตน์ วัฒนาวงศ์สว่าง


Relate Place

Travel

เที่ยว Local แบบพิดโลก

ว่ากันว่าเมืองสองแควหรือ จ. พิษณุโลกนั้นมีของดีของเด่นอยู่มาก ทั้งวัดวาอาราม พระพุทธรูปคู่บ้าน เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ยาวนาน ธรรมชาติตระการตา วันนี้ นายรอบรู้ นักเดินทาง ขอไปพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาตัวเองสักหน่อย ว่าพิษณุโลกนั้นมีดีอย่างที่เขาว่าจริงไหม…ถ้าพร้อมแล้วออกเดินทางไปพร้อมๆ กันเลย

Travel

ล่องเรือชมอุโมงโกงกาง เที่ยวชุมชนบูนาดารา

ปัตตานี เมืองท่าที่สำคัญของภาคใต้ตอนล่าง ปัตตานีมีชื่อเสียงด้านทรัพยากรณ์ทางทะเลที่แสนอุดมสมบูรณ์ มีเรื่องราวประวัตศาสตร์ วัดวาอาราม มัสยิดเก่าแก่ ที่ใครมาเห็นแล้วต่างหลงใหลในเรื่องราวและความสวยงามไปตามๆ กัน

Eat

Aoon Pottery อบอุ่นสไตล์สตูดิโอเซรามิก

สัมผัสได้ถึงความสบายตาสบายใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น สตูดิโอเซรามิกย่านเยาวราช ร้านที่รวบรวมความรู้สึกพิเศษของผู้คนที่มีต่อเซรามิกเข้าไว้ด้วยกัน สไตล์ที่ดูเรียบไม่พิเศษแต่ในความไม่พิเศษกลับทำให้ร้านดูพิเศษไม่เหมือนใคร