กิ่วแม่ปาน : ไต่เส้นขอบฟ้า ตามหาสรวงสวรรค์

เกือบ 10 ปีที่แล้ว สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยไปเที่ยวดอยอินทนนน์ จังหวัดเชียงใหม่ กับชมรมถ่ายภาพของคณะที่ศึกษาอยู่ จำได้ว่าพวกเรามัวแต่ไปต่อแถวถ่ายภาพเท่ๆ กับป้าย “สูงสุดแดนสยาม” กันอยู่นานสองนาน แล้วเพื่อนคนหนึ่งก็เหลือบไปเห็นป้าย “เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา” เราจึงลองเดินไปสำรวจกัน 

แล้วก็ต้องตกตะลึงกับภาพผืนป่าอันแน่นทึบ ต้นไม้ทุกต้นตามกิ่งก้านและลำต้นปกคลุมด้วยมอสส์และเฟินสีเขียว ราวกับเป็นป่าดึกดำบรรพ์ในภาพยนตร์ The Lord of The Rings อย่างไรอย่างนั้น !ยังไม่ทันได้ก้าวต่อ รุ่นพี่ก็ตะโกนข้ามฟากมาเรียกให้ทุกคนขึ้นรถ ความฝันที่จะได้ลงไปสัมผัสฉากในภาพยนตร์จึงล้มไม่เป็นท่า แต่ภาพผืนป่าเขียวชอุ่มในวันนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำและติดอยู่ในใจผมเสมอมา

แม้ต่อมามีโอกาสเดินป่าอีกหลายแห่ง แต่ก็ไม่ได้เฉียดไปใกล้ผืนป่ายอดดอยแห่งนั้นอีกเลย มานึกขึ้นได้ตอนเพื่อนโทร.มาชวนไปเที่ยวรับลมหนาวปลายปี ผมรีบเข้าอินเทอร์เน็ตและพบว่า นอกจากผืนป่าประเภทเดียวกันจะมีอยู่ที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาแล้ว ยังพบใน เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ซึ่งอยู่บนดอยอินทนนท์เช่นเดียวกันด้วย แต่เส้นทางหลังพิเศษกว่าตรงที่เป็นทางเดินยาวถึง 3 กิโลเมตร และมีทางเดินเลาะเลียบสันเขามองเห็นแนวเมฆอยู่ระดับเดียวกับสายตา  ผมดูภาพแล้วรีบยกหูจองตั๋วรถทัวร์มาเชียงใหม่ทันทีเรามาเฝ้ารอแสงแรกของวันที่จุดชมทิวทัศน์ กม. ที่ 42 ด้านหน้าทางเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ตั้งแต่ม่านราตรียังห่มคลุมฟากฟ้า  ที่นี่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามอีกแห่งของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 

 พี่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แนะนำให้เราเข้ากิ่วแม่ปานเป็นกลุ่มแรกๆ บรรยากาศจะสวยงามที่สุดและยังมีคนไม่มาก  พอถึงเวลาเปิดเส้นทางเราก็ตามพี่วิชิตไกด์ชาวม้งเข้าไป  เดินไม่กี่ก้าวหัวใจผมก็ลิงโลด เพราะผืนป่าสีเขียวสวยงามร่มรื่นเหมือนที่เคยวาดฝันไว้ 

 ช่วงเช้าเช่นนี้ป่ายังชุ่มชื้นมาก ตามใบไม้มีน้ำค้างเกาะพราวไปทั่ว แสงสว่างอันน้อยนิดทำให้ผืนป่าดูครึ้มมืด ทั้งเต็มไปด้วยสายหมอกจนดูพร่าเลือนราวกับอยู่ในความฝันพี่วิชิตบอกว่า ป่าประเภทนี้คือป่าดิบเขาระดับสูง พบเฉพาะพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,000 เมตรขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งในประเทศไทยพบเพียงไม่กี่แห่ง  ด้วยพื้นที่ป่านี้อยู่สูงระดับเดียวกับก้อนเมฆ จึงมีอีกชื่อเรียกว่า “ป่าเมฆ”  ป่าเมฆได้รับอิทธิพลจากเมฆอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีความชื้นสูงมากและอากาศหนาวเย็น พืชพรรณที่ชอบอากาศชื้นจึงเติบโตงอกงามขึ้นปกคลุมไปทั่ว โดยเฉพาะมอสส์และเฟินที่มีกว่า 100 ชนิด  ผมหยุดมอง “ฟิล์มมีเฟิน” (filmy fern) เฟินที่มีใบหนาเพียง 1 เซลล์ พบได้ในป่าแบบนี้เท่านั้น ใบของมันบางและโปร่งแสงราวกับแผ่นฟิล์ม ยามแสงตกกระทบยิ่งดูสวยงาม

บนเส้นทางเราพบน้ำตกขนาดเล็กไหลผ่านผาหิน  เสียงสายน้ำทำให้รู้สึกผ่อนคลายและจิตใจสงบ  อากาศรอบๆ ตัวบริสุทธิ์สดชื่น จนรู้สึกว่าสูดลมหายใจได้สบายปอดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนพวกเราเดินต่อมาอีกไม่ไกล สภาพป่าก็เปลี่ยนไปราวกับตัดฉากภาพยนตร์ จากผืนป่าอันมืดครึ้ม มีต้นไม้สูงท่วมหัว บัดนี้ฉากเบื้องหน้ากลายเป็นทุ่งหญ้าโล่งสว่างจ้า ที่หน้าผาปลายสุดท้องทุ่งมีแนวเมฆสีขาวทอดตัวยาวไกลสุดตา  แม้ผมเคยเห็นภาพนี้มาก่อนในอินเทอร์เน็ตแต่เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และคิดว่าคงไม่มีกล้องถ่ายภาพตัวใดจะบันทึกความเย็นสดชื่นของสายลมและความรู้สึกตัวเล็กจ้อยเมื่อเทียบตนเองกับทิวเขาและแนวเมฆกว้างใหญ่ได้อีกสิ่งที่ทำให้รู้สึกตะลึงพรึงเพริดคือ บนยอดหญ้าของท้องทุ่งแห่งนี้มีน้ำค้างเกาะทั่วจนชุ่มฉ่ำ 

ผมอยากจะเรียกมันว่า “ทุ่งน้ำค้างยามเช้าแสนมหัศจรรย์”  พี่วิชิตบอกว่า นี่เป็นภูมิประเทศแบบ “ซับ-อัลไพน์” ที่พบในเขตอบอุ่นของโลกที่จุดชมทิวทัศน์ริมหน้าผา ผมรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่เสมอเส้นขอบฟ้า  พวกเราอยู่สูงกว่าเมฆ ใกล้แทบจะเอื้อมมือจับก้อนสีขาวเหมือนปุยนุ่นนั้นได้ และรับรู้ถึงความเย็นชื่นอย่างที่ไม่อาจสัมผัสได้เมื่อมองจากหน้าต่างเครื่องบิน“นึกว่าอยู่บนสวรรค์” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยเหมือนรำพึง เราพยักหน้ารับพร้อมกัน  ในใจผมคิดว่าคงมีอีกไม่กี่แห่งในเมืองไทยที่จะได้เห็นทิวทัศน์น่าตื่นตาตื่นใจแบบนี้ความสนุกยังไม่จบสิ้น พี่วิชิตพาเราเดินต่อมาตามสันเขาที่เรียกว่า “กิ่ว” (แปลว่าแคบ) ซึ่งเป็นส่วนที่แคบที่สุดของภูเขา

ด้านขวามือคือหน้าผาที่มองเห็นเทือกเขาทอดยาวอยู่เบื้องล่าง ส่วนด้านซ้ายเป็นทุ่งหญ้าที่พบพันธุ์ไม้หายากขึ้นแซมตลอดทาง อย่างมะแหลบ ช้ามะยมดอย ต่างไก่ป่า  บางชนิดเช่นบัวทอง ก็พบเฉพาะบนดอยอินทนนท์นี้เท่านั้น

พันธุ์ไม้ที่น่าสนใจที่สุดคงเป็นเจ้ากุหลาบพันปี ที่ดอกสีแดงสดของมันตัดกับท้องฟ้าสีเข้มอย่างโดดเด่น  ไกด์ของเราบอกว่า แต่ละปีก้านของมันจะยาวขึ้นไม่กี่เซนติเมตร  กว่ามันจะสูงท่วมหัวเราได้คงต้องยืนหยัดลำต้นผ่านเวลาหลายศตวรรษ สมดังชื่อกุหลาบพันปีเส้นทางช่วงสุดท้ายเรากลับเข้ามาในป่าดิบเขาอีกครั้ง  คราวนี้แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องให้เห็นรายละเอียดของผืนป่ามากขึ้น ทั้งเห็ดรูปร่างแปลกตา บีโกเนีย กล้วยไม้ ฯลฯ  บางช่วงพี่วิชิตให้พวกเราหยุดนิ่งฟังเสียงป่า ฟังเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว เสียงน้ำไหลในลำธาร สรรพเสียงสอดประสานเป็นท่วงทำนองของธรรมชาติฟังรื่นรมย์คงไม่มีใครรู้หรอกว่าสวรรค์หน้าตาเป็นเช่นไร แต่ถ้ามีใครให้บรรยายภาพสวรรค์ในจินตนาการ ผมจะนึกถึงกิ่วแม่ปานเป็นลำดับแรก !  

***ระยะทางทั้งหมด 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2-3 ชั่วโมงเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน-30 พฤษภาคมหลังจากนั้นปิดเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัวเปิดให้เข้าชมเวลา 06.30-16.30 น. โดยต้องมีไกด์ท้องถิ่นนำทางเพื่อความปลอดภัย ค่าบริการ 200 บาท/กลุ่ม (ไม่เกิน 6 คน)***

Writer

ณัสย์ พุ่มริ้ว

ณัสย์ พุ่มริ้ว

Photographer

ณัสย์ พุ่มริ้ว

ณัสย์ พุ่มริ้ว

Relate Place

News

ททท. เปิดตัว “โครงการ 365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทย เที่ยวได้ทุกวัน”

ททท. เปิดตัวกิจกรรมสุดว้าว ภายใต้ “โครงการ 365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทย เที่ยวได้ทุกวัน” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตรงใจนักท่องเที่ยว

เริ่มแล้ว! ททท. จัดเต็มแสง เสียง กับงาน “วิจิตร 5 ภาค @กรุงเทพมหานคร” ดึงเทคโนโลยีล้ำสมัย สะท้อนศิลปะและความเชื่อคนไทย ใน 3 พื้นที่แลนด์มาร์ก กรุงเทพมหานคร
News

ททท. จัดงาน “วิจิตร 5 ภาค @กรุงเทพมหานคร”

เริ่มแล้ว! ททท. จัดเต็มแสง เสียง กับงาน “วิจิตร 5 ภาค @กรุงเทพมหานคร” ดึงเทคโนโลยีล้ำสมัย
สะท้อนศิลปะและความเชื่อคนไทย ใน 3 พื้นที่แลนด์มาร์ก กรุงเทพมหานคร

News

เปิดเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำ กรุงเทพมหานครถึงพระนครศรีอยุธยา

ททท. ร่วมกับหอการค้าไทย เดินหน้าเปิดเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำ กรุงเทพมหานครถึงพระนครศรีอยุธยา หวังกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ สู่การท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน