|
"เมืองทองเนื้อเก้า""ทองคำเป็นโลหะมีค่า แสดงถึงความมั่งคั่ง และเป็นที่ปรารถนาของมนุษยชาติมาทุกยุคสมัย ทองคำที่ขุดได้จากเมืองประจวบคีรีขันธ์ถือเป็นทองคำเนื้อดีที่สุดของประเทศไทยย่าน อ. บางสะพาน โดยเฉพาะที่บ้านป่าร่อน ต. ร่อนทอง เป็นแหล่งแร่ทองคำเนื้อดีของเมืองประจวบฯ มาตั้งแต่สมัยโบราณ รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ทองบางตะพาน หรือ ทองบางสะพาน บริเวณ ต.ร่อนทองที่เรียกกันในปัจจุบันเคยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนโบราณที่ชื่อ "เมืองกำเนิดนพคุณ" อันมีความหมายถึงเป็นแหล่งค้นพบทองคำบริสุทธิ์เนื้อดีนั่นเอง การขุดทองครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๐๑) ดังปรากฏใน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ ซึ่งกล่าวว่า ในปี พ.ศ. ๒๒๘๙ ผู้รั้งเมืองกุยได้ถวายทองคำหนัก ๓ ตำลึงแด่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ และพระองค์โปรดให้ไพร่พลราว ๒,๐๐๐ คนไปร่อนทองที่บางสะพานราวปีเศษ ได้ทองคำหนักถึง ๙๐ ชั่งเศษ หรือหนักราว ๓,๖๐๐ บาท ในปีถัดมาคือ พ.ศ. ๒๒๙๐ พระองค์โปรดให้นำทองคำที่ได้นี้ไปหุ้มยอดมณฑปพระพุทธบาท จ. สระบุรี (ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ คราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ ทองคำนี้สูญสิ้นไปกับสงคราม) ในหนังสือ ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ กล่าวว่า ทองคำที่ซื้อขายกันนั้นเรียกตามเนื้อและราคา เช่น ทองน้ำหนัก ๑ บาทที่มีราคา ๔ บาท เรียกว่า ทองเนื้อสี่ ทองน้ำหนัก ๑ บาทที่มีราคา ๕ บาท เรียกว่า ทองเนื้อห้า ทองน้ำหนัก ๑ บาทที่มีราคา ๘ บาท ๒ สลึง เรียกว่า ทองเนื้อแปดสองขา และทองนพคุณหรือทองเนื้อเก้าตามคำขวัญของจังหวัดจึงหมายถึงทองน้ำหนัก ๑ บาทที่มีราคาถึง ๙ บาทอันเป็นสนนราคาที่ค่อนข้างสูง ทองบางสะพานมีความบริสุทธิ์สูง สีเหลืองอร่ามคล้ายสีดอกบวบ ทั้งยังพบได้ตามลำห้วยโดยไม่ต้องผ่านการถลุง เพียงแค่ใช้ "เลียง" ภาชนะคล้ายงอบทำจากไม้ร่อนแยกทองคำออกจากเศษดินเศษหิน ก็จะได้ทองที่เป็นผงคล้ายผงแป้งจนถึงเป็นเม็ดขนาดเมล็ดข้าวโพดซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้นิยมทองคำ ดังนั้นจึงมีการเข้าไปเปิดเหมืองร่อนทองกันเรื่อยมา กระทั่งปัจจุบันพื้นที่ใน อ. บางสะพานพบทองคำน้อยลงจนไม่สามารถทำเป็นอุตสาหกรรมได้ มีก็แต่เพียงนักเสี่ยงโชคและชาวบ้านที่เข้ามาร่อนทองเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น
"มะพร้าว สับปะรด"พื้นที่ราบเชิงเขาในประจวบคีรีขันธ์มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย เหมาะสำหรับปลูกพืชไร่ โดยเฉพาะมะพร้าวและสับปะรดซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในประเทศประจวบคีรีขันธ์มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวประมาณ ๔๖๐,๘๙๖ ไร่ หรือคิดเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั่วประเทศ ให้ผลผลิตมากกว่า ๓.๕ แสนตันต่อปี ถือเป็นพื้นที่ปลูกมะพร้าวมากที่สุดในไทย โดยปลูกกันมากใน อ. บางสะพาน อ. ทับสะแก และปลูกกระจายอยู่ในอำเภอต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัด เกษตรกรนิยมปลูกมะพร้าวพันธุ์สวี เพราะมีลูกโต เนื้อหนา กะลาบาง รสหอมมัน ลูกหนึ่งคั้นเป็นน้ำกะทิได้มากถึง ๑ กิโลกรัม เป็นที่ต้องการของโรงงานแปรรูปมะพร้าว สับปะรดเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้เมืองประจวบฯ มีพื้นที่ปลูกราว ๕๘๔,๓๕๔ ไร่ ใน อ. หัวหิน อ. สามร้อยยอด และ อ. ปราณบุรี ปราณบุรีเป็นพื้นที่แรกที่เริ่มปลูกสับปะรด โดยย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๔ นายทอง อิ่มทั่ว ผู้ใหญ่บ้านเบญจพาส ต. วังก์พง ได้สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียมาจากชาวปากีสถานจากเกาะหมาก (เกาะปีนัง) จึงนำมาทดลองปลูก ปรากฏว่าสับปะรดพันธุ์นี้มีผลทรงกระบอกขนาดใหญ่กว่าพันธุ์พื้นเมือง ผลหนึ่งน้ำหนักราว ๑.๕ กิโลกรัม เนื้อสีเหลืองฉ่ำ รสหวานอร่อย ทำให้ชุมชนใกล้เคียงเริ่มปลูกตามจนแพร่หลาย แล้วสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียก็กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประจวบคีรีขันธ์
"สวยสด หาด เขา ถ้ำ"ด้วยความหลากหลายของภูมิประเทศ เมืองประจวบฯ จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหาดทรายชายทะเล ขุนเขา และเถื่อนถ้ำมากมายพื้นที่ของ จ. ประจวบคีรีขันธ์ทอดตัวยาวจากเหนือลงใต้ โดยด้านตะวันออกติดกับอ่าวไทยเป็นแนวยาวถึง ๒๒๕ กิโลเมตร ถือเป็นชายฝั่งทะเลที่ยาวเป็นอันดับ ๒ ของประเทศ รองจากชายฝั่งทะเลของ จ. นครศรีธรรมราช เมืองประจวบฯ จึงมีหาดทรายชายทะเลและเวิ้งอ่าวที่สวยงามมีชื่อเสียงหลายสิบแห่ง เช่น หาดหัวหิน สถานตากอากาศที่มีชื่อเสียงมานานนับร้อยปี อ่าวมะนาว อ่าวประจวบ หาดบ้านกรูด หาดกรวดบนเกาะนมสาว นอกจากนี้ยังมีเกาะต่าง ๆ เช่น เกาะทะลุ เกาะจาน เป็นต้น ส่วนขุนเขาและเถื่อนถ้ำของประจวบคีรีขันธ์ก็มีความงามน่าไปเยือน ทางทิศตะวันตกมีทิวเขาตะนาวศรีที่ทอดตัวยาวกว่า ๑๘๐ กม. เป็นเขตแดนธรรมชาติกั้นระหว่างไทยกับพม่าในตัวเมืองประจวบฯ มีเขาช่องกระจกตั้งอยู่อย่างโดดเด่น นอกจากเป็นจุดชมทิวทัศน์อันสวยงามแล้ว บนเขายังเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองและพระธาตุเจดีย์ ทั้งมีลิงแสมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากด้วย พื้นที่แถบ อ. สามร้อยยอดมีทิวเขาสามร้อยยอดซึ่งภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูนสลับซับซ้อนสมกับชื่อสามร้อยยอด ทิวเขาที่เป็นหินปูนเช่นนี้ถูกน้ำฝนที่มีฤทธิ์เป็นกรดอย่างอ่อนกัดเซาะได้ง่าย ก่อให้เกิดปล่องถ้ำซึ่งมีหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตาอยู่มากมาย โถงถ้ำที่โดดเด่นได้แก่ถ้ำพระยานคร ที่ภายในถ้ำเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ซึ่งรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นคราวเสด็จประพาสถ้ำแห่งนี้
"งามล้ำน้ำใจ"คนประจวบคีรีขันธ์ประกอบอาชีพหลากหลาย มีทั้งชาวประมง ชาวสวน และชาวไร่ ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยังคงเป็นธรรมชาติ ส่งผลให้พวกเขามีวิถีชีวิตที่สงบงาม อัศศิริ ธรรมโชติ ชายวัย ๖๐ ผู้เป็นเจ้าของงานรวมเรื่องสั้นชุด ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง ผลงานที่ได้รับรางวัลซีไรต์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เกิดและเติบโตในครอบครัวชาวประมงบ้านดอนอีกึง "ผมคิดว่าความมีน้ำใจของคนประจวบฯ เกี่ยวโยงกับสภาพแวดล้อม อาชีพเป็นสำคัญ คนประจวบฯ อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดี หากดูแผนที่จะเห็นประจวบฯ มีชายฝั่งทะเลเป็นระยะทางยาว บนบกมีป่าเขา บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ ฐานะทางเศรษฐกิจของคนประจวบฯ จึงจัดอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้ผู้คนจิตใจดีไปด้วย "โดยเฉพาะอาชีพประมง ครอบครัวผมเป็นชาวประมงโดยสายเลือด พ่อผมทำเรือตังเก อาชีพนี้ต้องอาศัยแรงงาน ต้องมีน้ำใจให้กันและกัน อย่างจะเข็นเรือขึ้นบกก็ต้องใช้แรงงานชาวประมงด้วยกัน สมัยก่อนเวลาจะตากแหอวนซึ่งมีขนาดใหญ่มหึมา ต้องยกขึ้นผึ่งบนราว นี่ก็ต้องใช้แรงเพื่อนบ้าน หรืออย่างเมื่อได้ปลามาก็ต้องใช้แรงงานพากันไปที่โรงเค็มหรือโรงน้ำเค็มเพื่อเอาไส้ปลาออกทำความสะอาดก่อนนำไปนึ่ง นี่ก็ต้องใช้แรงงานช่วยเหลือกันโดยไม่มีราคาค่าแรงแต่อย่างใด เหมือนกับที่ภาคกลางเอาแรงกันไปเกี่ยวข้าวทำนาที่เรียกว่าลงแขกนั่นเอง "ที่ผมยกตัวอย่างชุมชนชาวประมงบ้านเกิดของผม เพราะเป็นภาพที่สะท้อนถึงความมีน้ำใจช่วยเหลือกัน ชุมชนมีความเข้มแข็ง อาจเป็นเพราะในชุมชนเป็นเครือญาติกันหมด ไปวัดเดียวกัน นับถือหลวงพ่อรูปเดียวกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตประจำวัน "ปัจจุบันภาพลักษณ์ดังกล่าวเปลี่ยนไป หัวหินหรือหมายรวมถึง จ. ประจวบฯ กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวทั้งปี อันที่จริงหัวหินเป็นเมืองตากอากาศมาแต่โบราณแล้ว แต่เมื่อก่อนเป็นบางช่วงฤดูกาลเท่านั้น เช่นวันหยุดในฤดูร้อนจะมีนักท่องเที่ยวมากหน่อย การที่เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยว วิถีชุมชนแบบเดิมจึงห่างหายไปไม่ต่างจากที่อื่นๆ แต่คนประจวบฯ โดยเฉพาะคนหัวหินก็ยังคงรักษาไว้ได้มาก เพราะที่นี่เป็นเขตพระราชฐานมาเนิ่นนาน คนประจวบฯ เหมือนได้อยู่ใกล้เจ้านายก็สงบงามไปด้วย"
|