ติดต่อเรา / หน้าแรก / ปีที่แล้ว
ธันวาคม
12/2550

 

ตราประจำ จ. เลย

ภาพพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้าง) ร่วมกันสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๐๓ ณ บริเวณเนินเขาริมลำน้ำหมัน อ. ด่านซ้าย เพื่อเป็นสักขีพยานแห่งสัมพันธไมตรีระหว่างกัน ด้านหลังองค์พระธาตุเป็นภูกระดึง

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ เลย

ดอกไม้บานบนภูหลวง-เพชรน้ำงามแห่งเมืองเลย

เรื่องและภาพ : บารมี เต็มบุญเกียรติ
 
ทะเลหมอกยามเช้าที่ผาเยือง

อากาศหนาวเย็นและลมแรงนอกเรือนพัก ทำให้ผมไม่อยากลุกออกจากถุงนอนแสนอบอุ่น แต่ความงดงามของแสงเงินแสงทองที่ทาบทาผืนฟ้าเย้ายวนจนผมต้องลุกขึ้นมาชื่นชม แม้ลมหนาวก็ไม่ทำให้สะทกสะท้าน

นี่คือประสบการณ์ครั้งหนึ่งของผมบนยอดภูหลวง

ภูหลวงเป็นเทือกเขาที่ส่วนใหญ่เป็นเขาหินทรายสูงต่ำสลับซับซ้อน มีภูขวางเป็นยอดสูงสุด สูงถึง ๑,๕๗๑ ม. จากระดับน้ำทะเล บนเทือกเขาเหล่านี้เป็นที่ราบกว้าง ปกคลุมด้วยป่าหลายลักษณะ ทั้งป่าผลัดใบ ป่าไม่ผลัดใบ ทุ่งหญ้า ทุ่งดอกไม้ ตลอดจนแนวหน้าผาและธารน้ำอีกหลายแห่ง

ผมเคยขึ้นภูหลวงมาแล้วหลายครั้งในหลายฤดู บนภูมีเมฆหมอกปกคลุมและอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ชีวิตและสีสันแห่งภูหลวงจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ฤดูร้อนอากาศเย็นสบาย ชุ่มฉ่ำในฤดูฝน และเมื่อถึงฤดูหนาวก็ถึงขั้นหนาวยะเยือก ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ ดอกไม้บนภูหลวงจึงผลัดกันเบ่งบานอวดโฉมให้ชมอยู่ตลอด ไม่ว่าเราจะขึ้นไปเยือนในฤดูใด
 
สำเภางาม กล้วยไม้ป่าสีชมพูที่ขึ้นบนพื้นดิน

รถยนต์พาเราไต่ขึ้นไปตามเส้นทางสูงชัน ยิ่งสูงยิ่งหนาวเหน็บ แล้วในที่สุดคณะของเราก็มาถึงที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา ที่นี่มีเรือนพัก แม้จะดีไม่เท่าบ้านพักของอุทยานแห่งชาติ แต่ก็พอพักแรมได้ ซึ่งหากจะพักต้องติดต่อล่วงหน้า แต่ถ้าอยากกางเต็นท์นอนใกล้ชิดธรรมชาติก็มีที่กางเต็นท์บริการ ทั้งยังมีอาหารบริการด้วย ใครกลัวไม่ถูกปากจะเตรียมของกินของขบเคี้ยวติดขึ้นไปด้วยก็ได้

จากหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบามีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้เลือก ๒ เส้นทาง เส้นทางแรกไปผาเตลิ่น ซึ่งต้องใช้เวลาเดินเกือบทั้งวัน นอกจากจะมีดอกไม้ให้ชมระหว่างทางแล้ว ยังมีหน้าผาที่สวยงามด้วย อีกเส้นทางไปยังลานสุริยัน ระยะทางไม่ไกล ทั้งมีพันธุ์ไม้หลากหลายผลิดอกสวยงามเช่นกัน ทั้งสองเส้นทางเดินไม่ยาก แต่อาจหลงได้เพราะทางบางช่วงซับซ้อน จึงควรมีเจ้าหน้าที่นำทาง นอกจากจะช่วยนำทางแล้ว ยังอาจชี้ชวนให้เราได้พบดอกไม้นานาชนิดตามรายทางอีกด้วย

กุหลาบแดงผลิดอกเต็มที่ยามลมหนาวพัดผ่าน

ไม่ว่าจะเลือกเดินเส้นทางไหน ก็ควรเตรียมของจำเป็นในการศึกษาธรรมชาติไปให้พร้อม เช่น สมุดบันทึก กล้องถ่ายรูป กล้องส่องทางไกล และที่สำคัญ ถ้ามีคู่มือกล้วยไม้ติดไปด้วยก็จะดีไม่น้อย เพราะบนภูหลวงมีกล้วยไม้ป่าจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๗๐ ชนิดให้ชม อุปกรณ์กันแดด กันฝน หรือกันหนาว ก็ควรเตรียมไปให้เหมาะกับฤดู

พวกเราเลือกเดินบนเส้นทางลานสุริยัน ผมเคยมาเยือนลานสุริยันในช่วงลมหนาวเพิ่งผ่านพ้น ซึ่งก็นับเป็นโชคดี เพราะเป็นช่วงที่ลานสุริยันสวยงามที่สุด บรรดากุหลาบแดงและกุหลาบขาวจะพากันออกดอกบานสะพรั่ง เราได้เห็นกล้วยไม้สวยๆ หลากหลายชนิดจากการชี้ชวนให้ชมของคนนำทาง อย่างเอื้องขยุกขยุยซึ่งแปลกทั้งชื่อและรูปลักษณ์ เอื้องพลายงามดอกเล็กๆ สีขาวสวยขึ้นอยู่บนหิน และสิงโตใบพายที่กลีบดอกแกว่งไกวไปตามแรงลม

เส้นทางนี้น่าสนุกตรงที่ได้ปีนป่ายโขดหินในบางช่วงท่ามกลางอากาศเย็นสดชื่น และน่าตื่นเต้นเมื่อได้เห็นรอยตีนสัตว์ ทั้งชะมด หมาใน และเก้งที่ผ่านทางมา จากลานสุริยันหากเดินต่อไปจะพบกับป่าสน ที่ชาวบ้านเรียกว่าแปกดำ แต่เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินเกือบทั้งวันกว่าจะถึง เราจึงเลือกเดินไปถ่ายรูปหินนกกระบาที่อยู่ใกล้ๆ แทน

คำว่า “กระบา” เป็นภาษาถิ่นอีสานใช้เรียกนกตบยุง บนภูหลวงมีนกตบยุงอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก มันจะออกหากินในตอนพลบค่ำและชอบนอนอยู่ตามพื้น หากเราส่องไฟดูจะเห็นดวงตาของมันสะท้อนแสงกลับมา


ลานสุริยันในวันที่ท้องฟ้าสดใส

เส้นทางลานสุริยันสิ้นสุดที่ป่าดิบเขา ซึ่งมีใบเมเปิลเปลี่ยนเป็นสีแดงสดก่อนที่มันจะหลุดร่วง แต้มแต่งราวป่าให้งามน่าชม หากเป็นฤดูฝน บนพื้นดินอันชุ่มชื้นเราจะได้เห็นข้าวตอกฤาษีเขียวขจีปกคลุมไปทั่ว จากจุดนี้ไปอีกไม่ไกลก็จะถึงผาเยืองซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม

ช่วงบ่ายหลายคนเดินกลับไปดูนกทางด้านผาสมเด็จ ซึ่งเป็นป่าดิบร่มครึ้ม ก่อนเดินตัดไปสู่ทุ่งหญ้าโล่งบริเวณริมผา บางคนที่อยากพักก็ผูกเปลนอนเล่นอยู่แถวผาเยือง เพราะบรรยากาศดีเย็นสบาย และมีบ้างที่หลบไปอาบน้ำก่อน ด้วยตระหนักดีว่ายิ่งค่ำอากาศยิ่งเย็นยะเยือก ส่วนตัวผมกลับไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกที่ผาเยืองอีกครั้ง ดวงอาทิตย์ลับฟ้าไปได้ไม่นาน หมอกขาวโพลนปกคลุมทุกอย่างเบื้องล่าง และเมื่อยามเช้าเวียนกลับมา ณ ที่นี้ก็จะกลายเป็นทะเลหมอกอันงามจับใจ

ป่าดิบใกล้กับผาเยืองยังคงชุ่มฉ่ำและเขียวขจี

รุ่งเช้ากาแฟร้อนๆ หอมกรุ่น สร้างความสดชื่นและความอบอุ่นให้แก่ร่างกายได้พอสมควร มองไปที่ชายป่า ไก่ฟ้าหลังขาว ๑๐ กว่าตัวพากันออกเดินหากินบนพื้นดินชื้นแฉะท่ามกลางไอหมอกหนาทึบ บางคนฝ่าลมหนาวไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ผาเตลิ่นกันแล้ว ขณะที่หลายคนยังนอนอ้อยอิ่งอยู่ในถุงนอนอันอบอุ่น

กิจกรรมสำหรับวันที่ ๒ เราวางแผนว่าจะเดินศึกษาธรรมชาติเป็นวงรอบ ซึ่งในเส้นทางจะผ่านผาช้างผ่านที่มักจะมีช้างผ่านมาจริงๆ ผ่านผาสมเด็จ แล้วมุ่งตรงไปยังผาเตลิ่น เราต้องใช้เวลาเดินร่วมครึ่งวัน

หลังกินอาหารเช้าแล้ว เราออกเดินทางตามแผน หากเป็นช่วงเดือนมีนา ระหว่างทางจะได้เห็นเอื้องครั่งแสดบ่อยที่สุด กล้วยไม้ชนิดนี้มักขึ้นอยู่ตามก้อนหินและต้นไม้ในป่าโปร่ง ลักษณะเป็นช่อ แต่ละช่อมีดอกสีแดงสดสะดุดตาหลายดอก ช่วงใกล้เข้าสู่ฤดูร้อนจะเป็นช่วงที่เอื้องครั่งแสดออกดอกมากที่สุด

เมื่อเส้นทางผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้า เราได้พบสำเภางาม กล้วยไม้ที่มีดอกขนาดใหญ่เห็นได้แต่ไกล สีชมพูอันแสนอ่อนหวานของมันดึงดูดให้ต้องหยุดชม ผมได้เห็นกล้วยไม้นานาพันธุ์ตลอดทาง โดยเฉพาะบริเวณผาสมเด็จนั้นมีอยู่หลายชนิด บางชนิดขึ้นบนหิน บางชนิดขึ้นบนต้นไม้

จากผาสมเด็จเราสามารถมองเห็นผาเตลิ่นอยู่ไกลลิบๆ ชั้นของหน้าผาตัดตรงขึ้นสู่ที่ราบด้านบนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภูแถบนี้ คือมีที่ราบยอดตัด (mesa) ลักษณะราบเรียบราวกับพื้นโต๊ะ ภูกระดึงที่เรารู้จักกันดีก็เป็นภูลักษณะเดียวกันนี้ และที่แห่งนี้ยังเคยเป็นถิ่นอาศัยของไดโนเสาร์กินเนื้อนามว่า อัลลอซอรัส ซึ่งทิ้งรอยตีนไว้บนภูด้วย


ทิวทัศน์ผาเตลิ่นเมื่อมองจากผาสมเด็จ

เป้าหมายต่อไปของเราคือผาเตลิ่น เราเดินลัดเลาะไปตามริมผาที่ความสูงเฉลี่ย ๑,๔๐๐ ม. จากระดับน้ำทะเล ฝ่าไอหมอกคละคลุ้งรายรอบตัว พื้นทางเดินช่วงใกล้ถึงจุดสูงสุดของผาเตลิ่นค่อนข้างลื่นและชัน เราจึงค่อยๆ เดินกันอย่างระมัดระวัง กระทั่งมาหยุดยืนรับความเย็นชื่นอยู่บนผาเตลิ่นแล้วมองย้อนกลับไปตามทางที่ผ่านมา เห็นแต่หมอกขาวโพลนทั่วไปหมด เราพักกินข้าวมื้อเที่ยงกันที่นี่หลังจากเดินมาเป็นระยะทางยาวไกล

อิ่มท้องเติมพลังกันแล้วก็ออกเดินสู่เป้าหมายข้างหน้า คือการไปดูรอยตีนไดโนเสาร์ อัลลอซอรัส ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผาเตลิ่น ทางส่วนใหญ่เป็นทางเดินลงเขา จึงไม่ยากลำบากนัก ร่องรอยไดโนเสาร์ชนิดนี้พบเป็นครั้งแรกในเอเชียอาคเนย์ที่นี่

จากจุดชมรอยตีนไดโนเสาร์ เส้นทางพาเราเข้าสู่ป่าดิบอีกครั้งเพื่อตัดออกสู่ถนนที่เราขึ้นมาในวันแรก เป็นทางลัดที่ไม่ต้องผ่านทางเก่า ระหว่างทางผมได้พบกล้วยไม้รองเท้านารีปีกแมลงปอ ซึ่งเป็นราชินีของพรรณไม้บนภูหลวง เนื่องจากเป็นพืชหายากและพบที่ภูหลวงเพียงแห่งเดียวในโลก มันขึ้นอยู่ตามพื้นป่าและบนก้อนหินในป่าดิบเขา

รองเท้านารีปีกแมลงปอ ราชินีแห่งกล้วยไม้ป่าบนภูหลวง


กล้วยไม้รองเท้านารีปีกแมลงปอนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า รองเท้านารีสุขะกุล (Paphiopedilum sukhakulii) ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ และชื่อนี้ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแด่คุณประสงค์ สุขะกุล ผู้สนใจศึกษากล้วยไม้ป่าของไทยในยุคนั้น

นอกจากนี้ผมยังพบกล้วยไม้สิงโตสยามขึ้นอยู่ตามต้นไม้อีกนับร้อยระหว่างทางที่เราเดินตัดออกมายังถนน และนั่งรอรถเจ้าหน้าที่มารับ เพื่อจะกลับขึ้นไปอาบน้ำให้สดชื่นและอำลาภูหลวงในช่วงเย็น

ผมพบว่าการเดินทางบนเส้นทางอันยาวไกลครั้งนี้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ซึ่งยากจะลืมเลือน  

 

ภูหลวงตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จึงอนุญาตให้เฉพาะผู้เข้าไปเพื่อศึกษาธรรมชาติเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นการรบกวนสัตว์ป่าและพืชพรรณต่างๆ มากเกินไป โดยต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้า ๑๕ วัน ที่สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. ๐-๒๕๖๑-๔๒๙๒-๓

 
 
เที่ยวตามคำขวัญ / ซอกแซก