ติดต่อเรา / หน้าแรก / ปีที่แล้ว
พฤศจิกายน-ธันวาคม
11/2550

 

ตราประจำ จ. สมุทรปราการ

ภาพพระสมุทรเจดีย์ ปูชนียสถานสำคัญของจังหวัด

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ สมุทรปราการ

(สกู๊ป)

วันเดียว (ไม่พอ) เที่ยวทั่วไทยที่ เมืองโบราณ

เรื่อง : รัชดา ธราภาค
ภาพ : ฝ่ายภาพ สารคดี
 
ประตูทางเข้าเมืองโบราณรูปพระพรหม

สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราที่มีโควตาวันลาพักร้อนเพียงสิบกว่าวันต่อปี การลาตามสิทธิ์หลายๆ วันเพื่อไปเที่ยวไกลๆ อาจกลายเป็นความยุ่งยาก เพราะนอกจากจะต้องเตรียมเคลียร์งานที่คั่งค้างอยู่แล้ว ยังจะต้องวางแผนทั้งเรื่องสถานที่ที่จะไปเที่ยว ทั้งรถราและที่พัก ไม่นับว่าถ้าไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ ก็จะต้องเตรียมลางานให้ได้พร้อมเพรียงกันทุกคนอีกด้วย

ดังนั้นเพื่อให้การลาพักร้อนงวดนี้เป็นไปอย่าง “ชิวชิว” เราเลยหนีบกันไปเที่ยวแค่สองคน ไปเที่ยวแค่ใกล้ๆ และไปเที่ยวในวันกลางสัปดาห์ซึ่งผู้คนตามสถานที่ท่องเที่ยวไม่หนาแน่นเท่าในวันหยุดสุดสัปดาห์ เราจะไปเมืองโบราณ สมุทรปราการกัน ไม่ต้องเตรียมอะไรยุ่งยาก ทั้งไม่ต้องเตรียมเงินทองมากมายด้วย



ขับรถเที่ยวสบายๆ ในเมืองโบราณ


เผอิญเหลือเกินที่ตอนสายของวันกลางสัปดาห์วันนั้น บน ถ. สุขุมวิทสายเก่า ทางที่จะนำเราไปสู่เมืองโบราณ ไม่มีรถราคลาคล่ำเหมือนปรกติ

เมืองโบราณ--พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ห่างจากตัวเมืองสมุทรปราการเพียง ๘ กม. ส่วนสมุทรปราการก็ไกลจากกรุงเทพฯ แค่ ๓๐ กม. เท่านั้น ด้วยระยะทางเท่านี้ บางคนก็ขับรถไปเที่ยวเพียงลำพัง แต่สำหรับเรา-หลายคนน่าสนุกกว่า เวลากิ๊วก๊าวด้วยถูกใจประทับจิตก็มีคนฟังเรา ไม่ต้องเก็บงำไว้คนเดียว
 
บรรยากาศตลาดน้ำ

เราคาดกันว่ามาเที่ยวที่นี่ในวันธรรมดาน่าจะสงบสบาย แต่สมมุติฐานนี้เริ่มสั่นคลอนนับตั้งแต่เมื่อเราเลี้ยวรถข้ามคลองแล้วผ่านซุ้มประตูใหญ่รูปพระพรหมของ “เมืองโบราณ” เข้าไปพบกับรถบัสคันโตนับสิบๆ คันจอดเต็มบริเวณทางเข้า

วันธรรมดา เมืองโบราณจะเป็นสถานที่ทัศนศึกษาของนักเรียนนักศึกษาจากทั่วประเทศ ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติคงมีให้เห็นประปราย ทริปนี้เราไม่เหงาอย่างแน่นอน เผลอๆ ก็จะแอบย้อนวัยไปทัศนศึกษากับเขาด้วย

พนักงานเก็บค่าเข้าชมแนะนำวิธีเที่ยวชมหลากหลายวิธี เช่น ขับรถยนต์เข้าไป เช่าจักรยานขี่เที่ยว หรือนั่งรถรางชมเมือง แต่หากชอบเดินเที่ยวชมก็ควรต้องเป็นคนที่อึดสักหน่อย เพราะพื้นที่เมืองโบราณนับรวมได้ถึง ๘๐๐ ไร่

หอพระแก้วสถาปัตยกรรมแบบจีน สร้างสรรค์ขึ้นจากภาพในงานแกะสลักบนตู้พระไตรปิฎกสมัยอยุธยา

เมื่อประเมินกำลังขาของตนเองแล้ว เราสองคนก็ไม่ลังเล ขับรถมาแล้วก็จะขับเข้าไปชมต่อ เสียค่านำรถเข้าอีกเพียง ๕๐ บาท นับว่าคุ้มกับการได้ชมสิ่งก่อสร้างถึง ๑๑๖ แห่ง

เมืองโบราณเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ หลังจากลงมือก่อสร้างมานานเกือบ ๑๐ ปี ซึ่งแม้เมื่อเปิดแล้วก็ยังคงทยอยสร้างต่อเติมเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด

สิ่งก่อสร้างสวยงามกว่าร้อยอย่างในอาณาบริเวณของพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งนี้ เป็นการคัดสรรศิลปกรรมจากทุกภูมิภาคทั่วไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ มาจัดแสดงไว้บนพื้นที่ซึ่งจำลองรูปร่างจากแผนที่ประเทศไทย ศิลปกรรมเหล่านี้มีทั้งที่ผาติกรรมคือรื้อจากสถานที่เดิมแล้วนำมาปลูกสร้าง ณ ที่นี่ และที่สร้างขึ้นใหม่โดยจำลองจากสถานที่จริงและการรวบรวมข้อมูลจากการสืบค้นทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ย่ำแดนปักษ์ใต้


วิหารไม้แบบล้านช้าง ในท้องถิ่นอีสานในอดีต

ทางเข้าเมืองโบราณเริ่มต้นจากทิศใต้ที่วางตัวเสมือนเป็นภาคใต้ของไทย บรรยากาศโดยรอบจึงเรียงรายไปด้วยศิลปกรรมศรีวิชัย ไม่ว่าจะเป็นสวนมโนห์รา สวนอิเหนา เทวรูปปัลลวะจากพังงาซึ่งแอบอยู่กลางรากไม้ รวมทั้งพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชจำลองจากองค์จริง พระบรมธาตุมีสถาปัตยกรรมแบบลังกา คือเป็นพระสถูปรูปโอคว่ำบนฐานสี่เหลี่ยม ขนาดดูกะทัดรัดด้วยจำลองย่อลงเหลือเพียง ๑ ใน ๓ ของพระบรมธาตุองค์จริง

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก และเราใช้เวลาเดินชมกันไม่น้อยก็คือ ตลาดบก ซึ่งจำลองชุมชนริมทางในอดีต ลักษณะเป็นเรือนไม้เรียงรายบนสองฟากถนน แต่ละหลังเปิดหน้าร้านทำมาค้าขายหลากแบบสไตล์จีนปนไทย ทั้งตลาดสด แผงลอย ร้านยา ร้านตัดผม โรงละคร โรงสูบฝิ่น ไปจนถึงสำนักโคมเขียว ร้านรวงส่วนใหญ่ตกแต่งจัดแสดงโดยวางข้าวของเครื่องใช้อย่างยุคโบราณ แต่บางร้านก็ค้าขายกันจริงๆ เช่นร้านขายขนมที่เราตื่นเต้นกันมาก เพราะมีสิ่งกระตุ้นให้เราย้อนระลึกถึงวัยเด็กหลากสิ่งหลายอย่าง ทั้งขนมถั่วกด ตุ๊กตากระดาษ ลูกข่าง และอีกสารพัน ถึงขั้นเราลืมวัยวี้ดว้ายกระตู้วู้แข่งกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กนักเรียน ก่อนจะเบียดเสียดเข้าไปซื้อของเล่นและขนมย้อนยุคกับเยาวชนเหล่านั้นด้วย



สู่ที่ลุ่มภาคกลาง
ชมพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท พลังแห่งสุนทรียภาพของช่างไทย


พ้นจากด้ามขวานทอง เราก็ล่วงเข้าสู่ภาคกลางพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา สิ่งที่ไม่ควรพลาดชมและควรลงไปชมความงามใกล้ๆ ก็คือ หอไตรกลางน้ำ ซึ่งเป็นของจริงที่ได้มาจาก อ. บางคนที จ. สมุทรสงคราม

เราเดินชมต่อไปยังเรือนทับขวัญ เรือนไทยทวารวดีที่จำลองมาจากเรือนจริง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในเขตพระราชวังสนามจันทร์ เป็นเรือนไม้หลังใหญ่งดงามมาก อ่านป้ายข้อความจึงทราบว่าเรือนนี้ปลูกสร้างโดยใช้สลักไม้และการเจาะรูเข้าเดือย ไม่ใช้ตะปู เราพิจารณาดูแล้วก็ทึ่งกับความสามารถและความละเอียดลออของช่างไทย

มณฑปพระพุทธบาทสระบุรี

จากนั้นเราก็ต้องสะดุดตากับอาคารหลังใหญ่สีขาว จนเพื่อนอีกคนที่หนีบกันไปต้องออกปาก “หลังขาวๆ นั่นอะไรน่ะ สวยจังเลย”

อาคารทรงโบราณงามเด่นหลังนี้ดึงดูดให้เราจอดรถแล้ววิ่งลงไปดูใกล้ๆ ด้วยความตื่นเต้น แม้จะรู้มาคร่าวๆ แล้วก็ตามว่า ไฮไลต์พลาดไม่ได้สำหรับการมาเยือนเมืองโบราณก็คือ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทนี้

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทเป็นสถานที่สำคัญแห่งกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ เป็นที่เสด็จออกรับแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างประเทศ ทั้งเป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญต่างๆ ด้วย สมัยอยุธยาตอนต้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้สร้างขึ้น โดยหลีกหนีจากอิทธิพลของสถาปัตยกรรมขอมและล้านนา พระที่นั่งนี้จึงถือเป็นเอกลักษณ์ของอยุธยา น่าเสียดายที่ในเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่ ๒ พระที่นั่งถูกพม่าเผาทั้งองค์จนเหลือแต่ฐาน

เมืองโบราณสร้างพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทขึ้นโดยค้นคว้าจากหลักฐานที่เหลือให้เห็นอย่างคร่าวๆ นำมากำหนดเป็นผัง และใช้หลักฐานเพิ่มเติมจากภาพเขียน งานแกะสลักไม้ และโบราณวัตถุสมัยอยุธยาที่มีสัณฐานคล้ายคลึงกันเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อประกอบเข้ากับหลักฐานจากเอกสาร เช่น จดหมายเหตุ ตำนาน พระราชพงศาวดาร จึงได้พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทองค์จำลองซึ่งงดงามราวเนรมิต

ทางเมืองโบราณถือเอาวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งองค์นี้ เพื่อทรงรับรองสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบทที่ ๒ แห่งอังกฤษ พร้อมพระสวามี เป็นการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งนี้และเป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนเข้าชม

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทสมัยอยุธยา

จุดเด่นของพระที่นั่งเมื่อมองจากภายนอกคือ ฐานพระที่นั่งโค้งงามอ่อนช้อย ดูแล้วคล้ายเรือที่กำลังลอยอยู่เหนือท้องน้ำ ขณะที่ส่วนหลังคานั้น จากการค้นคว้าจดหมายเหตุเก่าระบุไว้ว่ามุงด้วยดีบุก ทางเมืองโบราณจึงนำแผ่นดีบุกมามุงตามที่ระบุในจดหมายเหตุ หลังคาองค์พระที่นั่งจึงเป็นสีเงินๆ เทาๆ ดูแปลกตา ภายในพระที่นั่งประดับตกแต่งพร้อมสรรพ แลดูมีชีวิตชีวาราวกับย้อนเวลาไปอยู่ในยุครุ่งเรืองของอยุธยาอย่างไรอย่างนั้น

ความรู้สึกทึ่งในฝีมือของช่างไทยเกิดขึ้นอีกระลอก ทั้งอัศจรรย์ใจในภูมิปัญญาของคนยุคเกือบ ๓๐๐ ปีก่อนที่สามารถรังสรรค์งานศิลป์ได้ถึงระดับนี้ ทั้งชื่นชมกับความอุตสาหะของผู้ลงแรงค้นคว้าและลงมือสร้างงานสถาปัตยกรรมอันวิจิตรให้ฟื้นขึ้นมาอวดความงามรุ่งโรจน์ครั้งอดีตได้อีกครา ขณะที่พระที่นั่งองค์จริงเหลือเพียงร่องรอยเค้าลางเท่านั้น

อิ่มเพลินในอารมณ์ชมงานช่างไทยแล้ว สายตาเราก็เริ่มสอดส่ายหาแหล่งอาหาร ก่อนเที่ยวเราเก็บข้อมูลมาได้ว่า ในเมืองโบราณมีจุดจำหน่ายอาหารอยู่หลายแห่ง แต่วันนี้เป็นวันธรรมดา นักท่องเที่ยวไม่ค่อยคึกคัก บรรดาร้านอาหารหลายภูมิภาค รวมทั้งบริเวณตลาดน้ำ จึงพลอยเงียบเหงาไปด้วย เราสองคนเห็นพ้องต้องกันว่า อย่างนั้นก็แวะกินขนมดื่มน้ำให้สดชื่นมีเรี่ยวแรงกันไปก่อน แล้วค่อยออกไปหาของกินข้างนอก เราเหลียวดูพวกเด็กๆ ที่มาทัศนศึกษา พวกเขาไม่ค่อยจะเดือดร้อนสักเท่าไร คาดว่าคุณครูคงจัดเตรียมข้าวกล่องไว้ให้บรรดาลูกศิษย์ล่วงหน้าแล้ว



เหนือ-อีสานประชันภูมิปัญญาท้องถิ่น


เที่ยวเมืองโบราณ แนะนำว่าอย่าเหม่อ อย่าคุยเพลิน เพราะเพียงแค่ไม่กี่ก้าว เราก็สามารถข้ามจากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่งได้ พ้นจากพื้นที่จังหวัดภาคกลางไปนิดเดียว ก็พบว่ามาอยู่ที่สามแยกระหว่างสามจังหวัด หันไปทางซ้ายพบเจดีย์จามเทวี จ. ลำพูน ทางขวาเป็นวิหารเมืองสะเมิง จ. เชียงใหม่ เยื้องไปด้านหลังเป็นวัดจองคำ จ. ลำปาง

หลังคามุขกลาง พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท

ประเทศไทยในเมืองโบราณที่ย่นย่อระยะทางลงเหลือเพียงไม่กี่กิโลเมตร เสมือนเป็นเวทีให้ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นได้มาประชันกันตรงหน้าเรา

ขณะเราชื่นชมกับเรือนไทยภาคกลางยกพื้นสูง เพดานโปร่ง เจาะช่องลม พร้อมบานหน้าต่างรอบทิศ ให้ลมโชยผ่าน ช่วยให้เรือนเย็น เราก็ชื่นชอบสถาปัตยกรรมไม้สวยเก๋ของวัดเชียงของ ซึ่งเมืองโบราณผาติกรรมมาจาก จ. เชียงราย โถงใหญ่ของวัดนี้ออกแบบโดยช่างชาวไทลื้อ หลังคาซึ่งมุงกระเบื้องไม้นั้นลาดคลุมต่ำช่วยกำบังลมหนาวของถิ่นเหนือ

รถรางวิ่งรอบบริเวณเมืองโบราณ

ผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งวัน เราเที่ยวได้ถึงสามภาคแล้ว เมื่อคิดว่า เราจะเที่ยวให้ทั่วประเทศได้ในคราวเดียว ก็ยิ่งนึกสนุก ว่าแล้วเราก็มองหาป้ายบอกทางไปสู่แดนอีสาน หวังจะชมปราสาทหินประดามีที่โชว์รายชื่อไว้ในแผ่นพับ อยากเห็นว่างานจำลองนั้นจะเป็นฉันใด เมื่อได้ไปดูใกล้ๆ ยิ่งพินิจพิเคราะห์ ยิ่งเห็นว่าน่ารัก ไม่ว่าจะเป็นปราสาทหินพนมรุ้ง จาก จ. บุรีรัมย์ หรือเขาพระวิหาร บริเวณรอยต่อระหว่าง จ. ศรีสะเกษกับประเทศกัมพูชา ล้วนมีขนาดย่อย่อม ขณะที่ปราสาทจริงนั้นระเบียงใหญ่ นาคเจ็ดเศียรที่หัวบันไดสี่มุมอยู่ห่างกันจนแทบมองไม่เห็น

ปราสาทจำลองแต่ละแห่งมีขนาดเล็ก ทำให้พวกเราดูเหมือนจะตัวใหญ่จนเกะกะ ความรู้สึกแตกต่างจากครั้งที่เราเคยไปเยือนสถานที่จริง เพราะที่นั่นปราสาทใหญ่กดข่มจนเราตัวเล็กจิ๋ว ก ว่าจะเดินไปถึงแต่ละชั้นแต่ละโคปุระช่างแสนยาวไกลไม่ต่างกับเด็กน้อยในเมืองยักษ์

การพักร้อนวันเดียวเที่ยวเมืองโบราณครั้งนี้ เราได้ข้อสรุปว่า หนึ่ง-ถ้ามีเวลาต้องกลับมาเที่ยวอีก จะเดินให้ครบทั้ง ๑๑๖ แห่งที่มีจัดแสดงเลยทีเดียว สอง-ถ้าลาพักร้อนได้หลายวัน จะไปเยือนสถานที่จริงตามรายชื่อหลายสิบแห่งที่ลิสต์ไว้หลังจากชมที่เมืองโบราณแล้วประทับใจชวนให้อยากเห็นของจริง

 
ค่าเข้าชม คนไทย ผู้ใหญ่ ๑๐๐ บาท เด็ก ๕๐ บาท
ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ ๓๐๐ บาท เด็ก ๒๐๐ บาท รถยนต์ คันละ ๕๐ บาท

ค่าเช่าจักรยาน คนละ ๕๐ บาท มีให้เลือกทั้งแบบขี่คนเดียวและขี่หลายคน

ค่าโดยสารรถรางชมเมือง (พร้อมมัคคุเทศก์) ผู้ใหญ่ ๑๕๐ บาท เด็ก ๗๕ บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ที่เมืองโบราณ บางปู โทร. ๐-๒๓๒๓-๙๒๕๓
สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. ๐-๒๒๒๔-๑๐๕๗, ๐-๒๒๒๖-๑๙๓๖
หรือ www.AncientCity.com

 
เที่ยวตามคำขวัญ