(สกู๊ป)
แวะกินแวะเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา
เรื่องและภาพ : จารุภัทร วิมุตเศรษฐ์
 |
|
ตลาดน้ำอัมพวา |
จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาขับรถเพียงชั่วโมงกว่าก็มาถึงตัวเมืองแม่กลองหรือสมุทรสงคราม
และจากตัวเมืองไปอีกเพียง ๖ กม. จะถึงอัมพวา
สองข้างทางที่รถขับผ่านเป็นสวนลิ้นจี่และพันธุ์ไม้หลากหลายเขียวครึ้ม
บางช่วงก็ลัดเลาะไปตามลำน้ำแม่กลองที่สงบงาม
อ. อัมพวา หรือ บางช้าง เป็นชุมชนชาวสวนขนาดใหญ่
ซึ่งเป็นที่รู้จักมาแต่โบราณควบคู่กับสวนของบางกอกหรือย่านฝั่งธนฯ
ที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกัน โดยมักจะเรียกสวนสองแห่งนี้อย่างคล้องจองกันว่า
บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน หรือ สวนในบางกอก สวนนอกบางช้าง
บางช้างนับเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งซึ่งเกี่ยวโยงกับราชวงศ์จักรี
กล่าวคือ เป็นนิวาสสถานเดิมของพระบรมราชินีถึง ๒ พระองค์
พระองค์หนึ่งคือกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑
อีกพระองค์คือกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒
ความสำคัญอีกประการคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้เสด็จพระราชสมภพ ณ
ที่แห่งนี้ด้วย
เป้าหมายของการท่องเที่ยวบางช้างครั้งนี้คือ ตลาดน้ำอัมพวา
ตลาดน้ำอัมพวาตั้งอยู่บริเวณปากคลองอัมพวาซึ่งไหลมาสบกับแม่น้ำแม่กลอง
เช่นเดียวกับตลาดน้ำทั่วไปในภาคกลางที่มักอยู่บริเวณที่ลำน้ำสำคัญ ๒
สายอันเป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมโยงชุมชนต่าง ๆ คล้ายถนนสายหลักในปัจจุบัน ไหลมาสบกัน
เอื้อให้ชาวบ้านพายเรือออกจากเรือกสวนไร่นามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้สะดวก
มาเที่ยวที่นี่ต้องมาช่วงเย็นไปจนถึงค่ำ เพราะเป็นช่วงที่ตลาดคึกคัก
เราจึงไปถึงตอนบ่ายแก่สักหน่อย ร้านรวงเพิ่งจัดเตรียมสินค้า
เรือหลายสิบลำพายออกมาเตรียมบริการนักท่องเที่ยว
บางลำที่เป็นเรือขายของกินก็เข้าจอดประจำที่ของตน
วันหยุดสุดสัปดาห์อย่างนี้ พอแดดร่มลมตกนักท่องเที่ยวก็หนาตาขึ้น
ยิ่งค่ำยิ่งดูอุ่นหนาฝาคั่ง
สองฝั่งคลองอัมพวาที่เป็นเรือนแถวไม้มีสะพานเชื่อมโยงถึงกัน
มีผู้คนเดินเบียดเสียดกันแน่นขนัด หลายคนเพลิดเพลินกับการกิน
เพราะเพียงแค่อยู่บนฝั่งก็สามารถสั่งของกินสารพัน ทั้งหมูสะเต๊ะหอมกรุ่น
กุ้งเผาตัวโต ๆ ปลาหมึกย่างเนื้อหนา มานั่งกินได้อย่างสบายอารมณ์
ย้อนหลังไปไม่นานนี้ คนรุ่นคุณลุงคุณป้ายังทันได้เห็นตลาดน้ำอัมพวายุครุ่งโรจน์
ร้านค้าในตลาดที่เป็นเรือนแถวไม้บนฝั่งอย่างที่เห็นทุกวันนี้
ส่วนใหญ่เป็นของคนจีนผู้มีอาชีพค้าขาย
ส่วนคนไทยมักจะเป็นชาวสวนซึ่งนำผลหมากรากไม้จากสวนลงเรือมาขายแลกเปลี่ยนกัน
เมื่อถนนตัดเข้ามาถึง จากเรือก็เปลี่ยนมาใช้รถยนต์
ตลาดน้ำจึงเริ่มซบเซาลงจนหมดสภาพความเป็นตลาด
คนรุ่นใหม่ต่างหลั่งไหลไปทำงานในเมืองใหญ่ บ้านเมืองเปลี่ยนจาก หน้าเป็นหลัง
คือหน้าบ้านหน้าวัดที่เดิมหันออกสู่แม่น้ำลำคลองก็กลายเป็นด้านหลัง
ศูนย์กลางความเจริญย้ายจากริมแม่น้ำไปอยู่ริมถนน
กระทั่งราวปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งคนในท้องถิ่น นักวิชาการ
และนักการเมืองท้องถิ่น โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนจึงเกิดขึ้น จนช่วงกลางปี
๒๕๔๗ จึงเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ที่สุดโครงการก็สัมฤทธิผล
ตลาดน้ำอัมพวากลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นของสมุทรสงครามดังเช่นในวันนี้
ณ จุดหนึ่งของริมฝั่งคลอง
เสียงเพลงท่วงทำนองอ่อนหวานสมัยคนรุ่นพ่อแม่ยังหนุ่มยังสาว
แว่วกังวานทั่วทั้งคุ้งน้ำ ขับกล่อมผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ให้ได้ชื่นเย็นไปด้วย
วันนี้
คนรุ่นลูกกลุ่มหนึ่งได้ช่วยร้อยเรียงเรื่องราวของตลาดน้ำแห่งนี้ให้เรารู้ถึงความเป็นมาเป็นไป
คุณวิสุทธิ์ ณ บางช้าง ย้อนอดีตให้ฟังว่า
ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็รู้ว่าตลาดน้ำอัมพวาเป็นตลาดใหญ่ นอกจากคนท้องถิ่นแล้ว
ยังมีพ่อค้าแม่ค้าจากที่อื่นล่องเรือนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกัน
คนเพชรบุรีเอาถ่านไม้โกงกางมา คนสมุทรสาครก็มีเกลือ
เมื่อรถมา ตลาดก็หายไป เหลือแต่วิญญาณ ก่อนปี ๒๕๔๗
ที่นี่เหมือนเป็นแหล่งพักผ่อนของข้าราชการที่รอปลดเกษียณ
เมื่อตลาดฟื้นชีวิตอีกครั้ง ทีแรกคิดว่าจะเปิดตลาดเฉพาะบางวันบางช่วง
หรือเพียงในช่วงน้ำเยอะเท่านั้น เพราะระดับน้ำขึ้นและน้ำลงต่างกันมาก
ช่วงน้ำลงก็แทบจะเดินข้ามคลองได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง
ผมต้องขับรถตระเวนโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนมาเที่ยว
ช่วงนั้นต้องจ้างแม่ค้ามาขายของวันละ ๓๐๐ บาท มีเรือประมาณ ๑๐ ลำ
ปรากฏว่าผลตอบรับค่อนข้างดี มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น จึงทำมาเรื่อย
จากการที่ต้องจ้างแม่ค้าให้พายเรือมาขายสินค้า
ตลอดจนการใช้กลยุทธ์ในการจูงใจคนอื่น ๆ ให้มาร่วมสร้างสีสัน โดยการแจกคูปอง
จับรางวัลแจกทองคำ พัดลม ทำให้มีชาวบ้านสมัครใจพายเรือมาร่วมขายสินค้ามากขึ้น
เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องจ้างหรือมีของรางวัลล่อใจอีกต่อไป
เพราะรายได้จากนักท่องเที่ยวมากพอจะหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนแถบนี้
อาคารบ้านเรือนได้รับการอนุรักษ์ บรรยากาศตลาดฟื้นตัว
ทั้งยังได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนบางส่วนจากต่างประเทศด้วย
ผู้คนที่ทิ้งถิ่นฐานไปหากินที่อื่นหวนคืนกลับยังบ้านเก่าเรือนเดิม
เปิดบ้านของตนเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์

|
 |
|
บรรยากาศสบายๆ ชานบ้านแม่อารมณ์โฮมสเตย์ |
บ้านแม่อารมณ์โฮมสเตย์ เรือนไม้ติดคลองอัมพวา นับเป็นที่พักชื่อดังในย่านน้ำนี้
เนื่องจากบรรยากาศอันอบอุ่นเป็นกันเอง คุณอนุวัตร พฤกหัตถพงศ์ เจ้าของบ้านเล่าว่า
ใช้บ้านเป็นที่ทำการค้ามากว่า ๕๐ ปี เมื่อคุณแม่อารมณ์เสียชีวิต บ้านก็ถูกทิ้งร้าง
เมื่อรัฐบาลเดนมาร์กให้เงินสนับสนุนการอนุรักษ์ เราจึงเข้าร่วมโครงการนี้
ปรับปรุงซ่อมแซมบ้านแล้วเปิดเป็นโฮมสเตย์
 |
|
ชาวสวนอัมพวาดูแลเอาใจใส่ลิ้นจี่เป็นอย่างดี |
นักท่องเที่ยวที่ได้เข้ามาสัมผัสกับวิถีชีวิตริมคลองสายนี้
ได้ใส่บาตรถวายพระภิกษุที่พายเรือมาทุกรุ่งเช้า
ได้เล่นน้ำในคลองใสหน้าบ้านอย่างสนุกสนาน ล้วนเกิดความประทับใจ บอกเล่ากันปากต่อปาก
บางคนแวะเวียนมาบ่อยครั้งจนคุ้นเคยกับเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี
ในวันทำงาน บรรยากาศตลาดน้ำอัมพวาค่อนข้างสงบ
ไม่แตกต่างจากชีวิตริมน้ำในท้องถิ่นชนบทอื่น แต่เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์
บรรยากาศก็กลับครึกครื้นมีชีวิตชีวา นักท่องเที่ยวคับคั่ง รถเรือวิ่งกันขวักไขว่
ร้านรวงสารพัดที่เคยเป็นบ้านปิดเงียบ ก็เปิดขายอาหาร กาแฟ ขนม เสื้อผ้า
เครื่องประดับ โปสต์การ์ด ของที่ระลึก ผักผลไม้พื้นเมือง รวมทั้ง ลิ้นจี่อัมพวา
และ ปลาทูแม่กลอง ของดีขึ้นชื่อประจำถิ่น
 |
|
ปลาทูโป๊ะ คือปลาทูแม่กลองที่จับสด ๆ จากโป๊ะวันต่อวัน |
มีขนมอร่อยอย่างหนึ่งที่อยากชวนให้ลิ้มลอง นั่นก็คือ ขนมเทียนสลัดงา
ขนมห่อใบตองรูปร่างคล้ายขนมเทียนแต่ขนาดเล็กกว่า ตัวขนมทำจากแป้งข้าวเหนียว
ไส้ข้างในเป็นมะพร้าวคั่วปั้นก้อนเล็ก ๆ คลุกงาดำ
ชิมของอร่อยอื่นก็อย่าลืมชิมขนมนี้ เพราะปัจจุบันเป็นของที่หากินได้ยาก
นั่งเรือเที่ยวตลาดเบิกบานใจแล้ว นักท่องเที่ยวมักต่อด้วยโปรแกรมล่องเรือชมหิ่งห้อย
มีเรือบริการนับ ๑๐ เจ้า จะเลือกเช่าเหมาลำหรือซื้อตั๋วร่วมเดินทางกับคนอื่นก็ได้
กิจกรรมนี้เที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือปลายฝนต้นหนาว
จะมีหิ่งห้อยจำนวนมากกว่าช่วงเวลาอื่น ยิ่งถ้าเป็นคืนข้างแรม
ฉากหลังค่อนข้างมืดมิดจะช่วยขับแสงวิบวับของหิ่งห้อยให้ยิ่งงามแพรวพราย
ถ้าสะดวกไปเที่ยวช่วงหัวค่ำนั้นเหมาะที่สุด
จะได้หลีกเลี่ยงการรบกวนเวลาพักผ่อนของชาวสวนในละแวกที่เรือแล่นผ่าน
เพราะชาวสวนเขาเข้านอนกันแต่หัวค่ำ
ลิ้นจี่พันธุ์อีค่อมผลสีแดงสด
อย่าปล่อยให้อีค่อมลอยนวล
ข้อความนี้ปรากฏบนป้ายขนาดใหญ่ริมทางในเมืองอัมพวา เห็นทีแรกรู้สึกตกใจว่า
ถึงขั้นประกาศตามล่ากันข้างถนนเชียวหรือ แต่พอรู้ว่า อีค่อม
เป็นชื่อพันธุ์ลิ้นจี่มีชื่อของอัมพวา
ก็ต้องอมยิ้มกับสไตล์การกระชากสายตาของคนเมืองนี้
ลิ้นจี่พันธุ์อีค่อม บางคนก็เรียก ค่อมลำเจียก หรือเรียกย่อๆ ว่า ค่อม
ช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ลิ้นจี่อัมพวาจะออกชุกที่สุด
หากขับรถไปตามถนนที่ลัดเลาะเรือกสวน จะเห็นพวงลิ้นจี่สีแดงสดห้อยระย้าอยู่บนต้น
แวะเข้าไปชม ชิม หรือซื้อเป็นของฝากได้ เจ้าของสวนไม่ห้ามหวง
และถ้าถามถึงเอกลักษณ์ของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ชาวสวนก็จะตอบว่าต้อง หนามตั้ง หนังตึง
เนื้อเต่ง ล่องชาด
อัมพวาตั้งอยู่ไม่ไกลจากปากอ่าวแม่กลอง
น้ำทะเลที่หนุนเข้ามาผสมกับน้ำจืดในแม่น้ำแม่กลองเกิดเป็นน้ำกร่อย
หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ลักจืดลักเค็มทำให้ผลไม้ของสวนแถบนี้มีรสชาติดี
โดยเฉพาะลิ้นจี่พันธุ์ค่อม |