ติดต่อเรา / หน้าแรก / ปีที่แล้ว
กันยายน-ตุลาคม
09/2550

 

ตราประจำ จ. สมุทรสงคราม

ภาพกลองใบใหญ่ลอยอยู่ที่ปากแม่น้ำ ริมฝั่งแม่น้ำทั้ง ๒ ด้านมีต้นมะพร้าว หมายถึงเมืองแม่กลอง ซึ่งชาวแม่กลองส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนมะพร้าว

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ สมุทรสงคราม

(สกู๊ป)

แวะกินแวะเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา

เรื่องและภาพ : จารุภัทร วิมุตเศรษฐ์
 
ตลาดน้ำอัมพวา

จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาขับรถเพียงชั่วโมงกว่าก็มาถึงตัวเมืองแม่กลองหรือสมุทรสงคราม และจากตัวเมืองไปอีกเพียง ๖ กม. จะถึงอัมพวา สองข้างทางที่รถขับผ่านเป็นสวนลิ้นจี่และพันธุ์ไม้หลากหลายเขียวครึ้ม บางช่วงก็ลัดเลาะไปตามลำน้ำแม่กลองที่สงบงาม

อ. อัมพวา หรือ “บางช้าง” เป็นชุมชนชาวสวนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักมาแต่โบราณควบคู่กับสวนของบางกอกหรือย่านฝั่งธนฯ ที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกัน โดยมักจะเรียกสวนสองแห่งนี้อย่างคล้องจองกันว่า “บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน” หรือ “สวนในบางกอก สวนนอกบางช้าง”

บางช้างนับเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งซึ่งเกี่ยวโยงกับราชวงศ์จักรี กล่าวคือ เป็นนิวาสสถานเดิมของพระบรมราชินีถึง ๒ พระองค์ พระองค์หนึ่งคือกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑ อีกพระองค์คือกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒ ความสำคัญอีกประการคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้เสด็จพระราชสมภพ ณ ที่แห่งนี้ด้วย

เป้าหมายของการท่องเที่ยวบางช้างครั้งนี้คือ ตลาดน้ำอัมพวา

ตลาดน้ำอัมพวาตั้งอยู่บริเวณปากคลองอัมพวาซึ่งไหลมาสบกับแม่น้ำแม่กลอง เช่นเดียวกับตลาดน้ำทั่วไปในภาคกลางที่มักอยู่บริเวณที่ลำน้ำสำคัญ ๒ สายอันเป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมโยงชุมชนต่าง ๆ คล้ายถนนสายหลักในปัจจุบัน ไหลมาสบกัน เอื้อให้ชาวบ้านพายเรือออกจากเรือกสวนไร่นามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้สะดวก

มาเที่ยวที่นี่ต้องมาช่วงเย็นไปจนถึงค่ำ เพราะเป็นช่วงที่ตลาดคึกคัก เราจึงไปถึงตอนบ่ายแก่สักหน่อย ร้านรวงเพิ่งจัดเตรียมสินค้า เรือหลายสิบลำพายออกมาเตรียมบริการนักท่องเที่ยว บางลำที่เป็นเรือขายของกินก็เข้าจอดประจำที่ของตน

วันหยุดสุดสัปดาห์อย่างนี้ พอแดดร่มลมตกนักท่องเที่ยวก็หนาตาขึ้น ยิ่งค่ำยิ่งดูอุ่นหนาฝาคั่ง สองฝั่งคลองอัมพวาที่เป็นเรือนแถวไม้มีสะพานเชื่อมโยงถึงกัน มีผู้คนเดินเบียดเสียดกันแน่นขนัด หลายคนเพลิดเพลินกับการกิน เพราะเพียงแค่อยู่บนฝั่งก็สามารถสั่งของกินสารพัน ทั้งหมูสะเต๊ะหอมกรุ่น กุ้งเผาตัวโต ๆ ปลาหมึกย่างเนื้อหนา มานั่งกินได้อย่างสบายอารมณ์

ย้อนหลังไปไม่นานนี้ คนรุ่นคุณลุงคุณป้ายังทันได้เห็นตลาดน้ำอัมพวายุครุ่งโรจน์ ร้านค้าในตลาดที่เป็นเรือนแถวไม้บนฝั่งอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นของคนจีนผู้มีอาชีพค้าขาย ส่วนคนไทยมักจะเป็นชาวสวนซึ่งนำผลหมากรากไม้จากสวนลงเรือมาขายแลกเปลี่ยนกัน เมื่อถนนตัดเข้ามาถึง จากเรือก็เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ ตลาดน้ำจึงเริ่มซบเซาลงจนหมดสภาพความเป็นตลาด คนรุ่นใหม่ต่างหลั่งไหลไปทำงานในเมืองใหญ่ บ้านเมืองเปลี่ยนจาก “หน้าเป็นหลัง” คือหน้าบ้านหน้าวัดที่เดิมหันออกสู่แม่น้ำลำคลองก็กลายเป็นด้านหลัง ศูนย์กลางความเจริญย้ายจากริมแม่น้ำไปอยู่ริมถนน

กระทั่งราวปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งคนในท้องถิ่น นักวิชาการ และนักการเมืองท้องถิ่น โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนจึงเกิดขึ้น จนช่วงกลางปี ๒๕๔๗ จึงเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ที่สุดโครงการก็สัมฤทธิผล ตลาดน้ำอัมพวากลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นของสมุทรสงครามดังเช่นในวันนี้

ณ จุดหนึ่งของริมฝั่งคลอง เสียงเพลงท่วงทำนองอ่อนหวานสมัยคนรุ่นพ่อแม่ยังหนุ่มยังสาว แว่วกังวานทั่วทั้งคุ้งน้ำ ขับกล่อมผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ให้ได้ชื่นเย็นไปด้วย วันนี้ คนรุ่นลูกกลุ่มหนึ่งได้ช่วยร้อยเรียงเรื่องราวของตลาดน้ำแห่งนี้ให้เรารู้ถึงความเป็นมาเป็นไป

คุณวิสุทธิ์ ณ บางช้าง ย้อนอดีตให้ฟังว่า

“ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็รู้ว่าตลาดน้ำอัมพวาเป็นตลาดใหญ่ นอกจากคนท้องถิ่นแล้ว ยังมีพ่อค้าแม่ค้าจากที่อื่นล่องเรือนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกัน คนเพชรบุรีเอาถ่านไม้โกงกางมา คนสมุทรสาครก็มีเกลือ

“เมื่อรถมา ตลาดก็หายไป เหลือแต่วิญญาณ ก่อนปี ๒๕๔๗ ที่นี่เหมือนเป็นแหล่งพักผ่อนของข้าราชการที่รอปลดเกษียณ เมื่อตลาดฟื้นชีวิตอีกครั้ง ทีแรกคิดว่าจะเปิดตลาดเฉพาะบางวันบางช่วง หรือเพียงในช่วงน้ำเยอะเท่านั้น เพราะระดับน้ำขึ้นและน้ำลงต่างกันมาก ช่วงน้ำลงก็แทบจะเดินข้ามคลองได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง ผมต้องขับรถตระเวนโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนมาเที่ยว

“ช่วงนั้นต้องจ้างแม่ค้ามาขายของวันละ ๓๐๐ บาท มีเรือประมาณ ๑๐ ลำ ปรากฏว่าผลตอบรับค่อนข้างดี มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น จึงทำมาเรื่อย

“จากการที่ต้องจ้างแม่ค้าให้พายเรือมาขายสินค้า ตลอดจนการใช้กลยุทธ์ในการจูงใจคนอื่น ๆ ให้มาร่วมสร้างสีสัน โดยการแจกคูปอง จับรางวัลแจกทองคำ พัดลม ทำให้มีชาวบ้านสมัครใจพายเรือมาร่วมขายสินค้ามากขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องจ้างหรือมีของรางวัลล่อใจอีกต่อไป เพราะรายได้จากนักท่องเที่ยวมากพอจะหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนแถบนี้”

อาคารบ้านเรือนได้รับการอนุรักษ์ บรรยากาศตลาดฟื้นตัว ทั้งยังได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนบางส่วนจากต่างประเทศด้วย ผู้คนที่ทิ้งถิ่นฐานไปหากินที่อื่นหวนคืนกลับยังบ้านเก่าเรือนเดิม เปิดบ้านของตนเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์
 

 
บรรยากาศสบายๆ ชานบ้านแม่อารมณ์โฮมสเตย์

บ้านแม่อารมณ์โฮมสเตย์ เรือนไม้ติดคลองอัมพวา นับเป็นที่พักชื่อดังในย่านน้ำนี้ เนื่องจากบรรยากาศอันอบอุ่นเป็นกันเอง คุณอนุวัตร พฤกหัตถพงศ์ เจ้าของบ้านเล่าว่า

“ใช้บ้านเป็นที่ทำการค้ามากว่า ๕๐ ปี เมื่อคุณแม่อารมณ์เสียชีวิต บ้านก็ถูกทิ้งร้าง เมื่อรัฐบาลเดนมาร์กให้เงินสนับสนุนการอนุรักษ์ เราจึงเข้าร่วมโครงการนี้ ปรับปรุงซ่อมแซมบ้านแล้วเปิดเป็นโฮมสเตย์”

ชาวสวนอัมพวาดูแลเอาใจใส่ลิ้นจี่เป็นอย่างดี

นักท่องเที่ยวที่ได้เข้ามาสัมผัสกับวิถีชีวิตริมคลองสายนี้ ได้ใส่บาตรถวายพระภิกษุที่พายเรือมาทุกรุ่งเช้า ได้เล่นน้ำในคลองใสหน้าบ้านอย่างสนุกสนาน ล้วนเกิดความประทับใจ บอกเล่ากันปากต่อปาก บางคนแวะเวียนมาบ่อยครั้งจนคุ้นเคยกับเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี

ในวันทำงาน บรรยากาศตลาดน้ำอัมพวาค่อนข้างสงบ ไม่แตกต่างจากชีวิตริมน้ำในท้องถิ่นชนบทอื่น แต่เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ บรรยากาศก็กลับครึกครื้นมีชีวิตชีวา นักท่องเที่ยวคับคั่ง รถเรือวิ่งกันขวักไขว่ ร้านรวงสารพัดที่เคยเป็นบ้านปิดเงียบ ก็เปิดขายอาหาร กาแฟ ขนม เสื้อผ้า เครื่องประดับ โปสต์การ์ด ของที่ระลึก ผักผลไม้พื้นเมือง รวมทั้ง “ลิ้นจี่อัมพวา” และ “ปลาทูแม่กลอง” ของดีขึ้นชื่อประจำถิ่น

“ปลาทูโป๊ะ” คือปลาทูแม่กลองที่จับสด ๆ จากโป๊ะวันต่อวัน

มีขนมอร่อยอย่างหนึ่งที่อยากชวนให้ลิ้มลอง นั่นก็คือ ขนมเทียนสลัดงา ขนมห่อใบตองรูปร่างคล้ายขนมเทียนแต่ขนาดเล็กกว่า ตัวขนมทำจากแป้งข้าวเหนียว ไส้ข้างในเป็นมะพร้าวคั่วปั้นก้อนเล็ก ๆ คลุกงาดำ ชิมของอร่อยอื่นก็อย่าลืมชิมขนมนี้ เพราะปัจจุบันเป็นของที่หากินได้ยาก

นั่งเรือเที่ยวตลาดเบิกบานใจแล้ว นักท่องเที่ยวมักต่อด้วยโปรแกรมล่องเรือชมหิ่งห้อย มีเรือบริการนับ ๑๐ เจ้า จะเลือกเช่าเหมาลำหรือซื้อตั๋วร่วมเดินทางกับคนอื่นก็ได้ กิจกรรมนี้เที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือปลายฝนต้นหนาว จะมีหิ่งห้อยจำนวนมากกว่าช่วงเวลาอื่น ยิ่งถ้าเป็นคืนข้างแรม ฉากหลังค่อนข้างมืดมิดจะช่วยขับแสงวิบวับของหิ่งห้อยให้ยิ่งงามแพรวพราย ถ้าสะดวกไปเที่ยวช่วงหัวค่ำนั้นเหมาะที่สุด จะได้หลีกเลี่ยงการรบกวนเวลาพักผ่อนของชาวสวนในละแวกที่เรือแล่นผ่าน เพราะชาวสวนเขาเข้านอนกันแต่หัวค่ำ
 
ลิ้นจี่พันธุ์อีค่อมผลสีแดงสด

“อย่าปล่อยให้อีค่อมลอยนวล”

ข้อความนี้ปรากฏบนป้ายขนาดใหญ่ริมทางในเมืองอัมพวา เห็นทีแรกรู้สึกตกใจว่า ถึงขั้นประกาศตามล่ากันข้างถนนเชียวหรือ แต่พอรู้ว่า “อีค่อม” เป็นชื่อพันธุ์ลิ้นจี่มีชื่อของอัมพวา ก็ต้องอมยิ้มกับสไตล์การกระชากสายตาของคนเมืองนี้

ลิ้นจี่พันธุ์อีค่อม บางคนก็เรียก “ค่อมลำเจียก” หรือเรียกย่อๆ ว่า “ค่อม”

ช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. ลิ้นจี่อัมพวาจะออกชุกที่สุด หากขับรถไปตามถนนที่ลัดเลาะเรือกสวน จะเห็นพวงลิ้นจี่สีแดงสดห้อยระย้าอยู่บนต้น แวะเข้าไปชม ชิม หรือซื้อเป็นของฝากได้ เจ้าของสวนไม่ห้ามหวง และถ้าถามถึงเอกลักษณ์ของลิ้นจี่พันธุ์ค่อม ชาวสวนก็จะตอบว่าต้อง “หนามตั้ง หนังตึง เนื้อเต่ง ล่องชาด”

อัมพวาตั้งอยู่ไม่ไกลจากปากอ่าวแม่กลอง น้ำทะเลที่หนุนเข้ามาผสมกับน้ำจืดในแม่น้ำแม่กลองเกิดเป็นน้ำกร่อย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ลักจืดลักเค็ม”ทำให้ผลไม้ของสวนแถบนี้มีรสชาติดี โดยเฉพาะลิ้นจี่พันธุ์ค่อม

เที่ยวตามคำขวัญ / “นายรอบรู้” ซอกแซก