(คำขวัญ)
แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิต พระศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธร
พระยาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทย อ่างฤาไนป่าสมบูรณ์
เรื่อง : บัณฑิต ภิรมย์น้อย / ภาพ : ฝ่ายภาพ สารคดี
แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิต
 |
|
ชุมชนชาวแปดริ้วริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง |
แม่น้ำบางปะกงเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่นำพาความอุดมสมบูรณ์มาสู่ผืนแผ่นดินบริเวณสองฝั่งน้ำ
จนเกิดเป็นลุ่มน้ำบางปะกง หนึ่งในลุ่มน้ำสำคัญของประเทศไทย
หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ แปดริ้ว อันเป็นอีกชื่อหนึ่งของ จ. ฉะเชิงเทรา
ชื่อนี้มีที่มาจากปลาช่อนที่มีขนาดใหญ่กว่าปลาช่อนที่อื่น
เมื่อนำมาแล่ตากทำปลาแห้งสามารถแล่ได้ถึง ๘ ริ้ว ในขณะที่ปลาช่อนที่อื่นแล่ได้เพียง
๔-๕ ริ้วเท่านั้น
และนี่คือเรื่องเล่าที่สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง
แม่น้ำบางปะกงเกิดจากแม่น้ำ ๒ สาย
คือแม่น้ำนครนายกไหลมาสบกับแม่น้ำปราจีนบุรีที่บริเวณตอนเหนือของ อ. บางน้ำเปรี้ยว
จ. ฉะเชิงเทรา จากนั้นไหลลงทางทิศใต้ ผ่านกิ่ง อ. คลองเขื่อน อ. บางคล้า อ.
เมืองฉะเชิงเทรา มีเขื่อนทดน้ำบางปะกงที่ ต. บางแก้ว อ. เมืองฉะเชิงเทรา
แล้วไหลต่อไปยัง อ. บ้านโพธิ์ อ. บางปะกง ไปลงอ่าวไทยระหว่าง ต. บางปะกง อ. บางปะกง
จ. ฉะเชิงเทรา กับ ต. คลองตำหรุ อ. เมืองชลบุรี จ. ชลบุรี รวมความยาว ๑๑๕ กม.
พื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงมีประมาณ ๘,๖๗๙ ตร.กม.
 |
|
ชื่อเมืองแปดริ้วมีที่มาจากปลาช่อนตัวใหญ่ |
ตลอดสองฝั่งน้ำหรือพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงได้ชื่อว่า ที่ราบฉนวนไทย
เป็นผืนแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์
เป็นแหล่งทำนาปลูกข้าวเพื่อการค้าที่สำคัญแห่งภาคตะวันออกของไทย
บริเวณปากแม่น้ำก่อนไหลลงสู่อ่าวไทยเป็นป่าจาก
เป็นแหล่งอาศัยเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำนานาชนิดที่หล่อเลี้ยงผู้คนสองฝั่งน้ำ
ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในแม่น้ำบางปะกง
ยืนยันได้จากการปรากฏตัวของฝูงโลมาอิรวดี ที่บริเวณปากแม่น้ำในช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ.
กลายเป็น ไฮไลต์ ของการท่องเที่ยวที่สร้างชื่อให้จังหวัดนี้ไปทั้งประเทศ
ไม่เพียงสัตว์ใหญ่เท่านั้น
แต่หมายรวมไปถึงสัตว์น้ำตัวเล็กตัวน้อยกุ้งหอยปูปลาก็มีอย่างชุกชุมด้วย
โดยเฉพาะปลาดุกทะเลที่เข้ามากินกุ้งและเคยบริเวณปากแม่น้ำ
เป็นห่วงโซ่อาหารที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่แม่น้ำบางปะกง
พระศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธร
 |
|
วิหารหลังใหม่ที่ประดิษฐานหลวงพ่อโสธรองค์จริง |
พระพุทธโสธรหรือหลวงพ่อโสธรที่คนทั่วไปเรียกขาน เป็นที่เคารพเลื่อมใสของมหาชนชาวไทย
โดยเฉพาะคนแปดริ้วต่างภูมิใจที่เกิดมาเป็นลูกหลานหลวงพ่อโสธร
 |
|
หลวงพ่อโสธรองค์จริง |
หลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปสำริด ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๑.๖๕ ม. สูง ๑.๙๘ ม.
พระพักตร์เป็นรูปทรงศิลปะแบบล้านนา ข้อพระกรข้างขวาสวมกำไล
ปัจจุบันประดิษฐานในวิหารหลังใหม่ แต่ยังคงพอกปูนองค์พระพุทธรูปไว้อย่างในอดีต
เพื่อเป็นการอำพรางเหล่ามิจฉาชีพไม่ให้รู้ว่าเนื้อในเป็นสำริด
ทางวัดไม่อนุญาตให้ปิดทองและจุดธูปเทียนบูชา
ด้วยเกรงว่าจะเกิดความเสียหายแก่องค์พระและผนังวิหารที่ประดับด้วยแผ่นหินอ่อนราคาแพง
ส่วนองค์จำลองที่ประดิษฐานในวิหารหลังเก่านั้นสามารถจุดธูปเทียนปิดทองบูชาได้
 |
|
ประชาชนที่ศรัทธาในหลวงพ่อโสธรเดินทางมาขอพรอย่างไม่ขาดสาย |
ตำนานเกี่ยวกับหลวงพ่อมีหลายกระแส แต่ละสำนวนประดุจนิยายมหัศจรรย์
ทำให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ
ตำนานหนึ่งว่าหลวงพ่อโสธรเป็นพระสงฆ์ เป็นพระพี่น้องกับหลวงพ่อบ้านแหลม
วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม) จ. สมุทรสงคราม และหลวงพ่อโต
วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม (วัดบางพลีใหญ่ใน) จ. สมุทรปราการ
มีคาถาอาคมสามารถนิรมิตกายเป็นพระพุทธรูป ทั้ง ๓ องค์ลอยตามน้ำมาจากทางเหนือ
เมื่อถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยาจึงแยกกันไปองค์ละทาง หลวงพ่อโสธรลอยมายังหน้าวัดหงส์
(ชื่อเดิมของวัดโสธรวรารามวรวิหาร) ชาวบ้านช่วยกันนำขึ้นมาจากแม่น้ำแต่ไม่สำเร็จ
จึงตั้งพิธีบวงสรวงจนสามารถนำหลวงพ่อขึ้นมาประดิษฐานภายในวัดได้เมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ
เดือน ๕ ราวปี พ.ศ. ๒๓๑๓ ในสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี
และเป็นที่สักการะของพุทธศาสนิกชนนับแต่นั้นเป็นต้นมา
พระยาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทย
 |
|
อนุสาวรีย์พระยาศรีสุนทรโวหารในตัวเมืองแปดริ้ว
(ภาพ : เว็บไซต์ศูนย์ปฏิบัติการ จ. ฉะเชิงเทรา
www.chachoengsao.go.th) |
แบบเรียนหลวงหลายเล่มเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ ๕ อย่าง มูลบทบรรพกิจ สังโยคพิธาน
ล้วนเป็นผลงานของพระยาศรีสุนทรโวหาร ปราชญ์ภาษาไทยคนสำคัญของสยาม
ผู้มีนิวาสสถานเดิมอยู่ที่เมืองแปดริ้ว
พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นชาวแปดริ้วโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ ๕
ก.ค. ๒๓๖๕ ในแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่บ้านริมคลองโสธร อ. เมืองฉะเชิงเทรา
เมื่ออายุ ๑๓
ปีได้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อเรียนหนังสือภาษาไทยและขอมจากอาจารย์หลายสำนักในพระนคร
จนอายุได้ ๒๑ ปีจึงอุปสมบทที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ
ด้วยความรู้ที่แตกฉานด้านภาษาไทย ขอม บาลี สันสกฤต และการประพันธ์ ในพรรษาที่ ๖
จึงได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมในที่ประชุมพระราชาคณะ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
(วัดโพธิ์) สอบได้เปรียญ ๗ ประโยค รัชกาลที่ ๔ จึงโปรดเกล้าฯ
สถาปนาให้เป็นพระราชาคณะ มีบรรดาศักดิ์เป็น พระประสิทธิสุตคุณ จนถึงปี ๒๓๙๖
จึงลาสิกขา
จากนั้นเข้ารับราชการสังกัดกรมมหาดเล็กเวรศักดิ์ ในตำแหน่งขุนประสิทธิ์อักษรศาสตร์
ผู้ช่วยเจ้ากรมพระยารักษ์ว่าที่เจ้ากรมอักษรพิมพการ
และมีบรรดาศักดิ์สุดท้ายเป็นพระยาศรีสุนทรโวหาร ญานปรีชามาตย์ บรมนารถนิตยภักดี
พิริพาหะ ในรัชกาลที่ ๕ ก่อนถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ ๑๖ ต.ค. ๒๔๓๔ รวมอายุได้ ๖๙ ปี
พระยาศรีสุนทรโวหารมีผลงานโดดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งแบบเรียนหลวง ๖ เล่ม
ได้แก่ มูลบทบรรพกิจ วาหนิติ์นิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน พิศาลการันต์ และ
ไวพจน์พิจารณ์ ร่วมแต่งโคลงรามเกียรติ์
เพื่อจารึกรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ใหญ่ในโรงเรียนหลวง ถวายการสอนแด่รัชกาลที่ ๖
และพระบรมวงศานุวงศ์ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์อีกหลายพระองค์ด้วย
อ่างฤาไนป่าสมบูรณ์

 |
|
ไก่ฟ้าพญาลอเพศผู้และเพศเมีย |
ป่าเขาอ่างฤาไนเป็นป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์ที่สุดของไทย
เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด
โดยเฉพาะไก่ฟ้าพญาลอที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย
ผืนป่าแห่งนี้เคยเปิดสัมปทานให้เอกชนเข้ามาทำไม้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๓
แต่หลังจากสำรวจพบสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด
บริเวณน้ำตกหลายแห่งอย่างน้ำตกอ่างฤาไน น้ำตกเขาตะกรุบ น้ำตกอ่างผักหนาม
จึงได้รับการประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เมื่อวันที่ ๑๑ ต.ค.
๒๕๒๐ มีเนื้อที่ ๖๗๔,๓๕๒ ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ๕ จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี
ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว
 |
|
ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กหูใหญ่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน |
จากการสำรวจป่าเขาอ่างฤาไนและผืนป่าใกล้เคียง โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าฉะเชิงเทรา
ครั้งล่าสุดเมื่อปี ๒๕๔๘ พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ๑๓๑ ชนิด เช่น เสือโคร่ง กระทิง
วัวแดง ช้าง เนื้อทราย เลียงผา เก้ง พญากระรอกดำ ค้างคาวมงกุฎ
ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กหูใหญ่ ฯลฯ อีกทั้งยังมีนกอาศัยอยู่มากถึง ๓๕๘ ชนิด เช่น
นกเงือกใหญ่ นกเงือกกรามช้าง นกกก เหยี่ยวขาว
โดยเฉพาะไก่ฟ้าพญาลอซึ่งมีอยู่มากที่สุดในประทศ