|
ปัจจุบัน จ. ศรีสะเกษมีปราสาทขอมถึง ๑๖ แห่ง ปราสาทที่สร้างชื่อให้ จ. ศรีสะเกษเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างชาติคือ ปราสาทเขาพระวิหาร หรือที่คนกัมพูชาเรียกกันว่า เปรี๊ย วิเฮียร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ความสูงกว่า ๕๐๐ เมตรบนยอดเขาพระวิหาร เทือกเขาพนมดงรัก อ. กันทรลักษ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เกิดกรณีพิพาทแย่งชิงการครอบครองปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา จนเกิดความร้าวฉานระหว่างคนทั้งสองประเทศ รัฐบาลสมัยสมเด็จพระนโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก ในที่สุดศาลโลกตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาในปี ๒๕๐๕ แต่ทางขึ้นไปยังองค์ปราสาทบนยอดเขานั้นยังคงอยู่ในเขตแดนไทย
นอกจากนี้ จ. ศรีสะเกษยังมีปราสาทที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่นปราสาทสระกำแพงใหญ่ ใน อ. อุทุมพรพิสัย ซึ่งพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (พ.ศ. ๑๕๕๓-๑๕๘๓) ทรงใช้เป็นที่เก็บจารึกใบลานเกี่ยวกับประวัติราชวงศ์กษัตริย์ขอม
ในอำเภอเดียวกันนี้ยังมีปราสาทหินวัดสระกำแพงน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในปราสาทหินจำนวน ๑๐๒ แห่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔- ราว พ.ศ. ๑๗๖๓) กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจและบารมีมากที่สุดของขอม โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็น อโรคยาศาล หรือสถานพยาบาลโบราณ ตามเส้นทางระหว่างนครวัด-นครธมในกัมพูชามายังอีสานใต้ หรือปราสาทหินพิมาย ใน จ. นครราชสีมา
หอมกระเทียมดีหากเป็นหอมแดงและกระเทียมที่มาจาก จ. ศรีสะเกษแล้วละก็ รับรองไม่ผิดหวังแน่ เพราะของเขามีชื่อในเรื่องคุณภาพ หอมแดงของแท้จากศรีสะเกษมีเปลือกสีแดงมันวาว กลิ่มหอมฉุน คอหรือจุกบนหัวหอมมีขนาดเล็ก ที่สำคัญหัวมีขนาดใหญ่ เพราะช่วงที่มันออกดอก เกษตรกรจะเด็ดดอกทิ้งไปเพื่อให้อาหารไปเลี้ยงบำรุงที่หัวหอมได้เต็มที่
ส่วนกระเทียมนั้นเนื้อแน่นไม่ฝ่อแฟบ มีกลิ่นหอมฉุน เนื้อมีสีเหลือบม่วงมากกว่าสีขาว ๆ อันเป็นผลจากการที่เกษตรกรไม่รีบเก็บกระเทียมก่อนที่มันจะแก่จัดได้ที่ อ. ยางชุมน้อยเป็นแหล่งปลูกหอมแดงและกระเทียมตั้งแต่แรกเริ่ม ก่อนจะแพร่หลายไปยังอำเภอต่าง ๆ เช่น อ. ราษีไศล อ. กันทรารมย์ อ. วังหิน เป็นต้น เหตุที่หอมแดงและกระเทียมปลูกได้ดีในหลายพื้นที่ของ จ. ศรีสะเกษก็เพราะสภาพดิน ซึ่งแต่เดิมเป็นดินเหนียวที่มีความเป็นกรดค่อนข้างสูง แต่ชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาในการแก้ความเป็นกรดด้วยการนำดินจอมปลวกที่มีความเป็นด่างนำไปผสมในดินเหนียว จึงให้ค่าเป็นกลางเหมาะแก่การปลูกหอมแดงและกระเทียม
ปัจจุบันทั้งหอมแดงและกระเทียมกลายเป็นสินค้าส่งออกไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
มีสวนสมเด็จสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์แห่งแรกของไทยอยู่ที่ จ. ศรีสะเกษ สิ่งที่น่าสนใจคือดงลำดวนนับหมื่นต้นที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์เป็นสวนสาธารณะที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสร้างขึ้นทั่วประเทศเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษาในปี ๒๕๒๓ มีพื้นที่ ๒๓๗ ไร่ ตั้งอยู่ในบริเวณวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ ภายในสวนมีต้นลำดวนซึ่งขึ้นเองตามธรรมชาติกว่า ๕ หมื่นต้น ในเดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงที่ต้นลำดวนออกดอกส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว จ. ศรีสะเกษจะจัดงานเทศกาลดอกลำดวนขึ้นภายในบริเวณสวนสมเด็จฯ เป็นประจำทุกปี
เขตดงลำดวนต้นลำดวนหรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า ต้นดวน เป็นไม้คู่เมือง เกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์เมืองศรีสะเกษมาแต่โบราณ ลำดวน ปรากฏในชื่อเมืองเดิมของ จ. ศรีสะเกษ คือ เมืองนครลำดวนหรือเมืองศรีนครลำดวน ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองศรีนครลำดวนก็ได้รับพระราชทานนามว่า พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน นอกจากนี้ยังปรากฏในชื่อบ้านนามเมืองของ จ. ศรีสะเกษอีกหลายแห่ง เช่น บ้านดวนใหญ่ บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน ซึ่งล้วนเป็นชุมชนเก่าแก่มาแต่ครั้งสมัยขอม ลำดวนเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ที่มีอายุยืนยาวถึง ๓๐๐ ปี ดอกมีสีเหลืองนวล กลีบดอกเล็กแต่หนา งุ้มเข้าหากัน คล้ายกับดอกนมแมวแต่งามกว่า เริ่มออกดอกในช่วงเดือน ม.ค. และจะส่งกลิ่นหอมเย็นในช่วงเดือน ก.พ. ไปจนถึงเดือน เม.ย. ของทุกปี ดอกลำดวนจัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ วิจัยพบว่าเมื่อนำดอกลำดวนไปอบให้แห้ง แล้วนำไปบด ชงกับน้ำร้อนดื่ม จะช่วยบำรุงเลือด แก้ไข้ แก้วิงเวียน
หลากล้วนวัฒนธรรมจ. ศรีสะเกษได้ชื่อว่าเป็น ดินแดนสี่เผ่าไทย ประกอบด้วยชาวเขมร กูย ลาว และเยอ ชาวเขมรเป็นชาติพันธุ์กลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาในพื้นที่ จ. ศรีสะเกษ จากการขยายอำนาจของพระเจ้าภววรมัน (พ.ศ. ๑๐๙๓-๑๑๔๓) กษัตริย์ขอม ปัจจุบันชาวบ้านเชื้อสายเขมรตั้งบ้านเรือนอยู่ใน อ. กันทรลักษ์ อ. ขุนหาญ อ. ขุขันธ์ และ อ. ปรางค์กู่ ชาวกูยหรือกวยเชื้อสายมอญ-เขมรเริ่มทยอยอพยพมาจากที่ราบสูงแถบเทือกเขาพนมดงรัก มายังบ้านเจียงอี ต. เมืองเก่า อ. เมืองศรีสะเกษ และบางส่วนใน อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี ก่อนจะมีการอพยพครั้งใหญ่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณ จ. ศรีสะเกษและ จ. สุรินทร์ในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรี ชาวกูยมีความถนัดในการล่าช้างป่ามาฝึกใช้งาน และยังมีความชำนาญในการตีเหล็กอีกด้วย ชาวลาวอพยพมาจากเวียงจันทน์ในคราวสงครามพระวอพระตา ราวปี ๒๓๑๐ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณ อ. เมืองศรีสะเกษ อ. กันทรารมย์ อ. ยางชุมน้อย และ อ. บึงบูรพ์ มีประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่าง ประเพณีการเลี้ยงญาพ่อ จำนวน ๒ ครั้งในรอบปีเพื่อเซ่นสรวงบรรพบุรุษผู้สร้างเมือง ส่วนชาวเยอนั้นอพยพมาด้วยการใช้เรือส่วงหรือเรือยาวที่ใช้พายแข่งกัน ล่องทวนกระแสน้ำมาตามลำน้ำโขงสู่ปากแม่น้ำมูล โดยจะตั้งถิ่นฐานตามลำน้ำหรือลำห้วย ปัจจุบันชาวเยอตั้งถิ่นฐานหลายแห่งใน จ. ศรีสะเกษ เช่นใน อ. เมือง ที่บ้านโนน บ้านฮ่องโสก และใน อ. ราษีไศล ที่บ้านเมืองคง บ้านท่าโพธิ์ บ้านใหญ่ เป็นต้น ชาวเยอเป็นกลุ่มชนที่รักษาวัฒนธรรมของตนเองได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นภาษาเยอ หรือประเพณีส่วงเรือของชาวเยอใน อ. ราษีไศล
เลิศล้ำสามัคคีเหตุเพราะคนศรีสะเกษต่างเคยถูกเย้ยหยันว่าเป็นคน เมืองศรีหาเหตุ วลีนี้จึงมีขึ้นในเวลาต่อมา เลิศล้ำสามัคคี เป็นวลีที่มีขึ้นในภายหลัง ในช่วงที่นายจิโรจน์ โชติพันธุ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด (ต.ค. ๒๕๓๖-ก.ย. ๒๕๔๐) เพื่อสร้างความรักความสามัคคีและปรับเปลี่ยนภาพพจน์ของคนศรีสะเกษที่มักถูกเย้ยหยันว่าเป็นคนชอบก่อเรื่องไม่งาม จน เมืองศรีสะเกษ ได้รับฉายาจากคนต่างถิ่นในทางลบว่าเป็น เมืองศรีหาเหตุ
|