ติดต่อเรา / หน้าแรก / ปีที่แล้ว
พฤษภาคม-มิถุนายน
05/2550

 

ตราประจำ จ. พะเยา

เป็นภาพพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพะเยา ภาพน้ำและภาพรวงข้าวหมายถึง กว๊านพะเยา ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของเมืองพะเยา

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ พะเยา

(สกู๊ป)

เที่ยวริมกว๊านพะเยาในวันสบายๆ

เรื่องและภาพ : จารุภัทร วิมุตเศรษฐ์
 
กว๊านพะเยา แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวพะเยา (ภาพ : ฝ่ายภาพ สารคดี)

เช้าวันหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมาในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่งกลางเมืองพะเยา ยังนอนเอ้อระเหยอยู่บนเตียงอันอ่อนนุ่ม แอร์เย็นฉ่ำ ไม่ต้องรีบร้อนลุกจากที่นอนอย่างที่เคยเป็นในเมืองใหญ่

ผมเป็นเพียงผู้ผ่านมาและสัมผัสได้ถึงความสุขในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้

พะเยาเป็นเมืองชนบทเล็ก ๆ ที่เงียบสงบของภาคเหนือ ผู้คนไม่พลุกพล่าน ไม่ต้องแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวให้เหนื่อยกายและเหนื่อยใจ

พะเยาจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักเดินทาง “ผู้รักความสงบ” และอยากสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวชนบทที่ไม่มีการปรุงแต่งสีสันเกินจริงเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว
 

กว๊านพะเยา แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวพะเยา (ภาพ : ฝ่ายภาพ สารคดี)

กว๊านพะเยาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเมืองพะเยา

ด้วยเหตุที่กว๊านพะเยาตั้งอยู่ใจกลางเมือง การเดินทางจากโรงแรมที่ผมพักอยู่ไปกว๊านพะเยาจึงรวดเร็วทันใจ ไร้ปัญหาการจราจรติดขัด ใช้เวลาไม่ถึง ๑๐ นาทีก็ถึงแล้ว

รถยนต์ของผมวิ่งอยู่บนถนนที่มีเสน่ห์มากที่สุดของเมืองพะเยาคือ ถนนชายกว๊านพะเยาที่เลียบไปตามขอบกว๊านเป็นระยะทางประมาณ ๑.๕ กม. เมื่ออยู่บนถนนสายนี้ นอกจากจะมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของกว๊านพะเยาได้อย่างเต็มสองตาแล้ว พอลดระดับกระจกหน้าต่างรถลง ผมยังสัมผัสได้ถึงความสดชื่นของอากาศบริสุทธิ์ที่สูดเข้าปอดได้อย่างมั่นใจ

ก่อนเดินทางมาพะเยา มีใครบางคนบอกผมว่า กว๊านพะเยาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเมืองพะเยา เป็นสิ่งที่ทำให้เมืองนี้น่ารักน่าหลงใหลยิ่งกว่าเมืองไหน ๆ เมื่อได้มาเห็นกับตาตัวเองแล้ว ยืนยันได้ว่า คำกล่าวนั้นไม่เกินจริงเลย

คนส่วนใหญ่คุ้นชื่อกว๊านพะเยาเป็นอย่างดี ในฐานะบึงน้ำธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๑ ในภาคเหนือและเป็นอันดับ ๓ ของประเทศ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายคำว่า “กว๊าน” ไว้ว่า “บึง น้ำตอนลึก น้ำตอนที่ไหลวน” ที่เรียกว่ากว๊าน คงถือเอาตามสำเนียงภาษาของชาวเหนือเป็นหลัก
 

กว๊านพะเยา แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวพะเยา (ภาพ : ฝ่ายภาพ สารคดี)

ในอดีตกว๊านพะเยาไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่โตและมีน้ำตลอดทั้งปีอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่มีสภาพเป็นหนองน้ำที่มีแม่น้ำขุนภูหรือแม่น้ำอิงไหลผ่าน เรียกกันว่า “หนองเอี้ยง” เมื่อถึงหน้าแล้ง น้ำก็แห้งขอด ชาวเมืองต้องหาบคอนภาชนะต่าง ๆ มาตักน้ำในหนองเอี้ยง บ้างก็ต้องบรรทุกน้ำใส่เกวียนไปใช้ดื่มกิน

กระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๗๘ มีการตั้งสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาขึ้นเพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์น้ำ พร้อมกันนั้นก็ได้สร้างประตูน้ำกั้นแม่น้ำอิง ทำให้สายน้ำที่ไหลลงสู่หนองเอี้ยงถูกกักเก็บอยู่ในหุบเขา กลายเป็นกว๊านพะเยาที่กว้างใหญ่

นับแต่นั้นชาวเมืองพะเยาจึงหมดปัญหาแล้งน้ำและมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น เนื่องจากในกว๊านพะเยาอุดมไปด้วยปลาน้ำจืดนานาชนิด ทั้งปลาดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วอย่างปลาหมอ ปลากระดี่ ปลาตะเพียน และปลาที่สถานีประมงนำมาปล่อยลงกว๊านอย่างปลาไน ปลาเทโพ ปลากราย ปลานิล เป็นต้น

กว๊านพะเยาจึงไม่ได้เป็นแค่แหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวเมืองพะเยาเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งประมงที่สำคัญซึ่งสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวบ้านรอบ ๆ กว๊านเป็นจำนวนมาก

วันนี้อากาศแจ่มใส สายลมเย็นพัดโชยมาเป็นระยะ ผมเห็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมกว๊านพะเยาต่างพากันอุ้มลูกจูงหลานออกมาเดินเล่น โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่เริ่มทยอยมานั่งพักผ่อนหย่อนใจตามร่มไม้ริมกว๊าน บางคนเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานไปตามถนนริมกว๊าน บางกลุ่มปูเสื่อนั่งล้อมวงกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง ปลาย่างอย่างเอร็ดอร่อย

ความกว้างใหญ่ไพศาลของกว๊านพะเยาทำให้มองเห็นเรือประมงพื้นบ้านที่ลอยลำหาปลาอยู่มีขนาดเล็กจิ๋วลงไปทันที ยิ่งมีเทือกเขามหึมาทอดตัวอยู่เบื้องหลังด้วยแล้ว ช่างเป็นภาพที่งดงามอย่าบอกใครเชียว
 

พระเจ้าตนหลวง ประดิษฐานในวิหารวัดศรีโคมคำ

คนที่มักหลงตนว่ายิ่งใหญ่ ควรไปนั่งต่อหน้าพระเจ้าตนหลวง

ผมใช้เวลาสัมผัสความสวยงามของกว๊านพะเยาและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คนรอบ ๆ กว๊านอยู่นานพอควร ก่อนออกเดินทางต่อไปยังวัดศรีโคมคำ วัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวพะเยา

วัดศรีโคมคำตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยาในเขตเทศบาลเมือง ชาวพะเยาเรียกว่า วัดพระเจ้าองค์หลวงหรือวัดพระเจ้าตนหลวง คำว่า “หลวง” เป็นภาษาเหนือ แปลว่าใหญ่โต เพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือนั่นเอง

ตอนเป็นเด็กผมได้ยินตายายเล่าว่า ในชีวิตหนึ่งต้องหาโอกาสเดินทางไปนมัสการพระเจ้าตนหลวงให้ได้สักครั้ง ในสมัยก่อนการเดินทางไปวัดพระเจ้าตนหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยไม่มีถนนหนทางสะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ ต้องเดินทางรอนแรมเป็นวันเป็นคืน โดยเฉพาะในช่วงงานนมัสการพระเจ้าตนหลวง หรือประเพณีแปดเป็งนมัสการพระเจ้าตนหลวง (ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ประมาณเดือนพฤษภาคมของภาคกลาง) ซึ่งจะมีผู้คนทั้งชาวพะเยาและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก

และจนถึงทุกวันนี้ ศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อองค์พระเจ้าตนหลวงก็ไม่ได้คลายลงไปสักนิด

ทันทีที่ย่างกรายเข้าไปในวิหารวัดศรีโคมคำ ผมได้ประจักษ์ถึงความสูงใหญ่สมคำร่ำลือของพระพุทธรูปองค์นี้ ตามประวัติกล่าวว่า การสร้างพระเจ้าตนหลวงใช้เวลานานถึง ๓๓ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๓๔-๒๐๖๗

เมื่อได้ก้มลงกราบองค์พระ ผมสัมผัสได้ถึงความปีติและความสงบ ขณะเดียวกันก็ได้ขจัดอัตตาที่มีอยู่ในตัวตน คนที่มักหลงตนว่ายิ่งใหญ่ หากได้ไปนั่งต่อหน้าพระเจ้าตนหลวง ก็อาจทำให้รู้สึกได้ว่าตัวตนเล็กลงเพียงธุลี

หลังจากนมัสการพระเจ้าตนหลวงเสร็จแล้ว ผมเดินอ้อมไปด้านหลังวิหารซึ่งอยู่ติดกับกว๊านพะเยา มองออกไปไม่ไกลนัก มีพระอุโบสถหลังงามตั้งอยู่กลางน้ำ ลักษณะเป็นศิลปะล้านนาประยุกต์ แม้ขนาดไม่ใหญ่โตโอ่อ่า แต่ภายในกลับโดดเด่นด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติและวิถีชีวิตผู้คน ฝีมือ อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ
 

ภาพจิตรกรรมในโบสถ์กลางน้ำ วัดศรีโคมคำ

รู้อดีต ก่อนก้าวสู่อนาคต

สิ่งที่ไม่ควรพลาดชมที่สุดเมื่อไปถึงวัดศรีโคมคำก็คือ หอวัฒนธรรมนิทัศน์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้วัดศรีโคมคำนั่นเอง ก่อนมาพะเยา มีผู้หวังดีย้ำนักย้ำหนาว่า ต้องแวะไปหอวัฒนธรรมนิทัศน์ให้ได้ นัยว่ามาเที่ยวที่นี่แห่งเดียวก็จะได้รู้เรื่องราวของเมืองพะเยาทั้งอาณาจักร

หอวัฒนธรรมนิทัศน์เกิดจากความตั้งใจของพระธรรมวิมลโมลี เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์คนสำคัญของ จ. พะเยา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานราชการ นักวิชาการ สถาบันการศึกษา ฯลฯ เพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่ท่านเก็บสะสมมานานกว่า ๔๐ ปี และใช้เป็นสถานที่ศึกษาค้นคว้าของนักเรียนนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป

ภายในอาคาร ๒ ชั้น รูปทรงทันสมัย จัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวของกว๊านพะเยา ความเป็นมาของเมืองพะเยา งานศิลปะและโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าหาชมได้ยากของเมืองพะเยา บุคคลสำคัญของเมือง ตลอดจนวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวพะเยา การจัดแสดงครบถ้วนทั้งเนื้อหาและความมีชีวิตชีวา จนทำให้คำว่า “พิพิธภัณฑ์เป็นโกดังเก็บของเก่า” ถูกลบไปจากความคิดของผมอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดคือการจัดแสดงศิลาจารึก ซึ่งมีการแปลข้อความเพื่อให้ผู้เข้าชมอ่านอย่างเข้าใจมากขึ้น

หากใครสนใจเรื่องการเสี่ยงทาย บริเวณลานชั้นล่างของหอวัฒนธรรมนิทัศน์ยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพุทธเศียร ซึ่งเป็นเศียรของพระพุทธรูปหินทราย พุทธลักษณะงดงาม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาชมมักนิยมแวะอธิษฐานเสี่ยงทายโดยการตั้งเหรียญบาทไม่ให้ล้ม ถ้าตั้งแล้วเหรียญบาทไม่ล้ม แสดงว่าสิ่งที่อธิษฐานไว้จะสำเร็จ แต่ถ้าตั้งแล้วเหรียญล้ม แสดงว่าสิ่งที่อธิษฐานจะไม่ประสบผลสำเร็จ

นอกจากนี้ในอาคารหอวัฒนธรรมนิทัศน์ยังสามารถมองเห็นผืนน้ำอันกว้างใหญ่และเทือกเขาที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหลังได้ชัดเจน

......................................

เย็นวันนั้นผมแวะกลับมาที่ริมกว๊านพะเยาอีกครั้ง ลมเย็นสดชื่นทำให้คลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปเที่ยวมาทั้งวันได้บ้าง ยิ่งยามแดดร่มลมตกยิ่งทำให้ผมออกจะติดใจเมืองเล็ก ๆ ที่สงบแต่แฝงไว้ด้วยความเรียบง่ายแต่งดงามแห่งนี้

เมื่อนักท่องเที่ยวอย่างเราได้มายืนอยู่ริมกว๊าน จึงไม่ได้เห็นแต่เพียงผืนน้ำเท่านั้น แต่ยังได้เห็นชีวิตแท้ ๆ ของชาวเมืองด้วย---ถ้าเราเปิดใจมอง
 

เที่ยวตามคำขวัญ / “นายรอบรู้” ซอกแซก