|
วัดภูมินทร์เป็นวัดเก่าแก่ พงศาวดารเมืองน่านบันทึกว่าสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๓๙ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๑๐ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่านสมัยนั้น โปรดให้บูรณะวัดครั้งใหญ่ ใช้เวลา ๘ ปีจึงแล้วเสร็จ ภาพจิตรกรรมในวิหารซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบไทลื้อก็คงวาดขึ้นในสมัยนี้
ด้วยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ. น่าน ประตูพระวิหารจัตุรมุขจึงเปิดต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือนทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ก่อนเข้าไปกราบพระพุทธรูปและชมภาพเขียนภายใน ฉันเลือกที่จะเดินชมความงดงามของรูปทรงวิหารภายนอกเสียก่อน
วิหารหลังนี้มีเอกลักษณ์ตรงที่สร้างเป็นทรงจัตุรมุข สวยเด่นแปลกตาไม่เหมือนใคร ถึงขนาดรัฐบาลไทยในสมัยรัชกาลที่ ๘ เคยพิมพ์รูปพระวิหารหลังนี้ลงในธนบัตรใบละ ๑ บาท ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นของหาชมได้ยาก และเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ วิหารหลังนี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ สร้างความภูมิอกภูมิใจให้แก่ชาวน่านเป็นอย่างยิ่ง
ตัววิหารจัตุรมุขมีประตูและบันไดทั้งสี่ทิศ ที่ราวบันไดประดับปูนปั้นรูปพญานาค ส่วนที่ประตูทั้งสี่ทิศแกะสลักรูปท้าวเวสสุวัณแผลงฤทธิ์ ลวดลายละเอียดอ่อนช้อย รูปพรรณพฤกษาสอดแซมด้วยสัตว์จตุบาท ทวิบาท ปัจจุบันทางวัดนำแผ่นพลาสติกใสมาผนึกไว้ เพื่อปกป้องชิ้นงานจากพวกมือซน และเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานได้ชมกันไปอีกนาน ๆ หลังจากเดินชมความงดงามภายนอกแล้ว ฉันก็ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปชื่นชมกับความงดงามของวิหารด้านในบ้าง ตามธรรมเนียมพุทธศาสนิกชนที่ดี เข้าโบสถ์เข้าวิหารก็ต้องไหว้พระประธานก่อน องค์ปฏิมาที่นี่สวยเด่นสง่า ประดิษฐานอยู่กลางวิหาร แต่ที่พิเศษคือ มีพระประธานถึงสี่องค์ ประทับนั่งปางมารวิชัย หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ชนกัน บ่ายพระพักตร์สู่ประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ เรียกว่าเข้ามาทางไหนก็จะพบพระประธานอยู่ตรงหน้า ส่วนเพดานวิหารมีการลงรักปิดทองเป็นลวดลายวิจิตรบรรจงเช่นเดียวกับที่เสากลมขนาดใหญ่ทั้ง ๑๖ ต้น ฝีมืองดงามสมฐานะวัดหลวงเมืองน่าน
ดูภาพเขียน เรียนรู้ชีวิตชาวน่านเมื่อร้อยกว่าปีก่อนหลังจากไหว้พระแล้ว ก็มาดูภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ช่างเขียนไว้จนรอบทิศ ไล่ตั้งแต่ส่วนบนลงมาจนถึงระดับเสมอขอบหน้าต่างล่าง ภาพจิตรกรรมนี้วาดต่อเนื่องเหมือนเล่าเรื่องให้ต้องไล่อ่านไปเรื่อย ๆ โดยมีตัวอักษรล้านนากำกับไว้ตามตำแหน่งต่าง ๆ ไม่เหมือนการอ่านหนังสือการ์ตูนที่แบ่งสัดส่วนเรื่องราวไว้อย่างชัดเจน ช่วงนี้ต้องให้เวลาเดินชมนานหน่อย เพราะภาพมีเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญ ต้องพินิจจึงจะเห็นความสนุกที่ช่างได้สอดแทรกคละเคล้าไปกับเรื่องราววิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวน่านในสมัยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ค่อย ๆ ดูไปไม่ต้องรีบร้อน แล้วเราจะเรียนรู้อดีตจากภาพเขียนเหล่านี้ คล้ายนั่งไทม์มะชีนย้อนเวลาเลยทีเดียว นอกจากภาพจิตรกรรมที่มีเนื้อหาหลักเป็นเรื่องราวพุทธประวัติแล้ว ภาพที่โดดเด่นเป็นพิเศษจนใคร ๆ มาเที่ยวแล้วต้องแวะชมนั่นคือ ภาพเหมือนบุคคลและภาพวิถีชีวิตชาวน่านในยุคนั้น เช่นภาพที่ยอดเสาซ้ายมือของประตูด้านทิศตะวันออก ซึ่งผู้รู้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพเหมือนของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ และภาพที่ยอดเสาขวามือของประตูด้านทิศตะวันตก เป็นภาพชายวัยกลางคน มีเคราดก ใบหน้าคล้ายชาวตะวันตก สวมเสื้อสีแดง สวมหมวก และสะพายย่าม สันนิษฐานว่าเป็นมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในเมืองน่าน นอกจากนี้ยังมีภาพตรงผนังขวามือของประตูด้านทิศเหนือ เป็นภาพชายหญิงกลุ่มหนึ่งยืนหยอกเย้าเกี้ยวพาราสีกัน แสดงให้เห็นถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่และการแต่งกายในอดีต สังเกตว่าช่างได้ใส่อารมณ์ความรู้สึกลงบนใบหน้าผู้คนในภาพอย่างเต็มที่ ซึ่งต่างจากภาพจิตรกรรมฝาผนังในภาคกลางอย่างสิ้นเชิง เป็นภาพชุดที่งดงามและมีชื่อเสียงมาก ก่อนมาที่วัดภูมินทร์ ฉันเคยเห็นภาพชุดนี้ ทั้งในโปสการ์ด ปฏิทิน ของที่ระลึก และอื่น ๆ ที่มีผู้นำไปเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ มากมายจนวัดแห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ส่วนภาพบนผนังด้านตะวันตก แอบอยู่ทางด้านซ้ายมือของประตู เป็นรูปหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังเกี้ยวพาราสีกัน ชายหนุ่มเปลือยอก เห็นรอยสักเต็มไปหมด ทั้งแขน ไหล่ หน้าอก พุง และหน้าขา เป็นการสักตามสมัยนิยมในยุคนั้น อันเป็นที่มาของการเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ลาวพุงดำ ภาพนี้จัดเป็นภาพชิ้นเยี่ยมซึ่งช่างบรรจงเขียนอย่างประณีตมาก ตำแหน่งของภาพดูเหมือนจงใจให้อยู่หลังประตู สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพเหมือนของช่างวาดเอง น่านนครนานาชาติพันธุ์ความน่าสนใจอีกอย่างของจิตรกรรมฝาผนังในวัดภูมินทร์คือ ลักษณะการแต่งกายของผู้คนที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป หากเดินดูไปเรื่อย ๆ จะพบว่า นอกจากภาพมิชชันนารีชาวตะวันตกและช่างวาดภาพชาวลาวพุงดำแล้ว ยังมีภาพหญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นนุ่งซิ่นลวดลายสวยงามแบบไทลื้ออีกหลายคน จนฉันอดคิดไม่ได้ว่าพวกเธอมีชีวิตจริง ๆ
ตามประวัติที่บันทึกไว้ในพงศาวดารเมืองน่านระบุว่า ไทลื้อกลุ่มนี้เข้ามาตั้งรกรากในเมืองน่านตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๓๙๙ เมื่อพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน ยกทัพไปกวาดต้อนครอบครัวไทลื้อมาจากเมืองพงษ์ในเขตสิบสองปันนา คราวนั้นเทครัวมาได้ราว ๒,๐๐๐ คน ต่อมาภายหลังญาติพี่น้องของไทลื้อกลุ่มนี้อพยพตามกันลงมาอีก ปัจจุบันไทลื้อตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่เกือบทุกอำเภอ เช่น อ. ทุ่งช้าง อ. เชียงกลาง อ. ท่าวังผา เป็นต้น จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดของ จ. น่าน เดินถัดไปด้านทิศตะวันตก บนผนังมีภาพชาย ๒ คน ใต้ภาพมีคำอธิบายภาพว่า ยาง ซึ่งหมายถึงชาวกะเหรี่ยงนั่นเอง ภาพนี้แสดงให้เห็นว่าชาวกะเหรี่ยงในยุคนั้นสวมชุดสีแดงสลับขาวยาวถึงน่อง ใกล้ ๆ กันมีภาพชาย ๒ คน หญิง ๑ คน เดินตามกันเข้ามาในเมือง ชายคนหน้าสะพายย่าม ชายคนหลังสะพายกระชุบนหลัง สูบกล้องยาสูบ และเป็นโรคคอหอยพอก ส่วนผู้หญิงเดินรั้งท้าย ด้านล่างของภาพมีรูปสุนัขกำลังเห่า ภาพนี้สันนิษฐานว่าชายทั้งสองคนเป็นชาวลัวะ เพราะในอดีต ดินแดนของ จ. น่าน เป็นที่อยู่ของชาวลัวะ ก่อนที่พระเจ้ากาวิละ (พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๕๖) จะเข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่นั้น ต้องให้ชาวลัวะจูงหมาเข้าเมืองก่อน ส่วนภาพผู้หญิงนั้น แม้ลักษณะการแต่งตัวเป็นแบบชาวพื้นราบ แต่กระชุที่แบกอยู่ด้านหลังกลับคล้ายกระชุของชาวขมุ ซึ่งในระยะนั้นเป็นคนงานตัดไม้ในป่า ส่วนผนังทางด้านทิศเหนือยังมีภาพที่น่าชม อย่างเช่นภาพเรือประดับด้วยธง เขียนตัวอักษรจีน มีรูปคนสวมหมวกลักษณะคล้ายชาวจีนที่เดินทางเข้ามาค้าขายในเมืองน่าน ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อย แถมบางคนยังได้รับตำแหน่งใหญ่โตในเมืองน่านด้วย ถึงแม้วันนี้กาลเวลาจะล่วงเลยมานับร้อยปี แต่เรื่องราววิถีชีวิตของชาวน่านในภาพจิตรกรรม ก็เป็นสิ่งยืนยันถึงความหลากหลายของกลุ่มชนในเมืองน่านได้เป็นอย่างดี และบางกลุ่มชนยังสืบทอดวัฒนธรรมมาจนถึงทุกวันนี้ เช่น ไทลื้อ ลัวะ ขมุ เป็นต้น หลายชั่วโมงหลังจากเดินชมความงดงามของภาพจิตรกรรมจนทั่ววิหาร ฉันอดรู้สึกภาคภูมิใจแทนชาวน่านไม่ได้ กับมรดกล้ำค่าทางภูมิปัญญาชิ้นเอกที่หาชมที่ไหนไม่ได้อีก แม้จะมีเวลาไม่มาก แต่ฉันก็ได้ความรู้สึกดี ๆ และความประทับใจจากเมืองน่าน จนอยากอยู่ที่นี่ต่อนานอีกนิด
|