ตราประจำจังหวัด

เที่ยวทั่วไทยไปกับ “นายรอบรู้” ธันวาคม-มกราคม

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ ลำปาง

เที่ยวทั้วไทย กับ "นายรอบรู้"
เรื่อง : ธนปกรณ์ สุขสาลี
ภาพ : ฝ่ายภาพ สารคดี

ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก


“ถ่านหินลือชา”

เหมืองแม่เมาะ อ. แม่เมาะ เป็นแหล่งผลิตถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

มีการค้นพบถ่านหินลิกไนต์ใน อ. แม่เมาะเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๖๐ หรือในสมัยรัชกาลที่ ๖ โดยพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติเข้ามาสำรวจ กระทั่งในปี ๒๔๙๗ รัฐบาลได้เปิดการทำเหมืองที่แม่เมาะขึ้น และสามารถผลิตถ่านหินลิกไนต์ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปีถัดมา ต่อมาเมื่อปี ๒๕๐๓ รัฐบาลได้สร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งเป็นโรงผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานความร้อนจากถ่านหินลิกไนต์ในเหมือง อ. แม่เมาะ ผลิตไฟฟ้าขึ้นใช้ในจังหวัดลำปาง ลำพูน ตาก และเชียงใหม่

ปลายปี ๒๕๑๒ กฟผ. ได้เข้ามาวางแผนพัฒนาถ่านลิกไนต์ที่เหมืองแม่เมาะเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าอย่างจริงจัง และได้เร่งสำรวจถ่านหินลิกไนต์ที่แอ่งแม่เมาะ ซึ่งพบว่ามีปริมาณมหาศาลถึง ๖๓๐ ล้านตัน มีอายุประมาณ ๒๕-๓๕ ล้านปี คาดว่าถ่านหินที่ค้นพบนี้สามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้อีกราว ๕๐ ล้านปี

ปัจจุบัน ถ่านหินลิกไนต์ที่เหมืองแม่เมาะสามารถนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ปีละประมาณ ๑๕-๑๗ ล้านตัน หรือราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ

“รถม้าลือลั่น”

ลำปางเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่ยังคงมีรถม้าเหลืออยู่ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองนี้แล้วไม่ได้นั่งรถม้า ก็อย่าได้ไปเล่าให้ใครฟังเชียวว่ามาเที่ยวลำปาง

รถม้าในเมืองไทยนั้นสั่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษ มีแขกเป็นสารถี ส่วนใหญ่เป็นของเจ้านายชั้นสูง วิ่งอยู่ทั่วไปในกรุงเทพฯ แต่พอรถยนต์เริ่มเข้ามาสู่เมืองไทย รถม้าก็เสื่อมความนิยม เจ้านายเริ่มบอกขายรถม้าของตนด้วยราคาถูก ๆ กระทั่งเมื่อราวปี ๒๔๔๓ หรือในสมัยรัชกาลที่ ๕ เจ้าบุญยวาทย์วงศ์มานิตย์ เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย ทรงสนใจรถม้า จึงทรงสั่งซื้อรถม้าเข้ามาใช้ในนครลำปาง ทั้งชวนแขกผู้มีความชำนาญในการขับขี่รถม้าพร้อมครอบครัวให้ขึ้นมาอยู่ที่นครลำปางด้วย หลังจากนั้นในปี ๒๔๙๒ ขุนอุทานคดีได้ก่อตั้งสมาคมล้อเลื่อน จ. ลำปางขึ้น ต่อมาเจ้าบุญส่ง ณ ลำปาง ได้เข้ามาบริหารงานต่อจากขุนอุทานคดี และได้เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมรถม้า จ. ลำปาง

ปัจจุบันรถม้าไม่ใช่พาหนะหลักของคนลำปาง แต่มีไว้บริการนักท่องเที่ยว จ. ลำปาง มีรถม้าประมาณ ๒๐๐ คัน โดยมีคิวจอดรถ ได้แก่ ช่วงเจ็ดโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม จอดอยู่หน้าศาลากลางจังหวัด (เก่า) ถ. บุญวาทย์ และหน้าสถานีรถไฟนครลำปาง ช่วงสิบโมงถึงสี่ทุ่ม จอดอยู่หน้าโรงแรมลำปางเวียงทองและโรงแรมทิพย์ช้าง ค่าบริการประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ บาทขึ้นอยู่กับระยะทาง

“เครื่องปั้นลือนาม”

ลำปางเป็นดินแดนที่มีทรัพยากรแร่ธาตุคุณภาพดี โดยเฉพาะดินขาวและดินเหนียวที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวเอื้อต่อการทำเครื่องเซรามิกได้อย่างสวยงามจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ชามตราไก่ สินค้าประจำจังหวัดลำปาง
เครื่องเซรามิก ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบ้านแม่ต๋ำ

ด้วยพื้นที่ของจังหวัดมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ซึ่งเกิดจากการทรุดตัวของเปลือกโลก ในยุคเทอร์เชียรีเมื่อประมาณ ๖๕ ล้านปีก่อน และมีการทับถมของตะกอนที่เกิดจากการผุพังของชั้นหินซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแร่ธาตุหลายชนิด รวมทั้งเป็นแหล่งดินขาวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ กระจายอยู่ในอำเภอต่าง ๆ เช่น อ. แจ้ห่ม อ. แม่ทะ อ. สบปราบ อ. เมือง เป็นต้น ส่วนดินเหนียวคุณภาพดีพบมากแถบ อ. เมือง อ. สบปราบ อ. แม่ทะ อ. ห้างฉัตร อ. แม่เมาะ เป็นต้น ทั้งดินเหนียวและดินขาวกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเครื่องเซรามิกของเมืองลำปาง ด้วยมีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่อนำดินขาวและดินเหนียวมาผสมกันแล้วจะให้ความเหนียวสูง รูปทรงไม่บิดเบี้ยวหลังการเผาด้วยความร้อนสูงประมาณ ๑,๒๐๐ องศาเซลเซียส การดูดซึมน้ำต่ำ เหมาะสำหรับผลิตเป็นถ้วยชาม มีสีขาวสวยงาม ต่างจากเนื้อดินแถบ จ. เชียงใหม่ หรือ จ. ราชบุรี ที่มีสีแดง

ปัจจุบัน จ. ลำปางมีโรงงานผลิตเครื่องเซรามิกทั้งหมดประมาณ ๒๐๕ แห่ง ผลิตเครื่องใช้หลากหลายรูปแบบ เช่น ชามตราไก่ ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของ จ. ลำปาง จาน แจกัน เป็นต้น

“งามพระธาตุลือไกล”

ไปแอ่วเมืองลำปาง ต้องไม่ลืมแวะไปนมัสการพระธาตุลำปางหลวงในวัดพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งนอกจากเป็นปูชนียสถานเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวลำปางแล้ว ยังมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ “งามแต๊งามว่า” คือ สวยเหลือเกิน องค์พระธาตุมีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา สูงประมาณ ๔๕ ม. บุด้วยแผ่นทองจังโก ซึ่งแต่ละแผ่นมีการจำหลักลวดลายต่าง ๆ ไม่ซ้ำกัน ส่วนยอดฉัตรทำด้วยทองคำ ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า

พระธาตุลำปางหลวง
พระเจ้าสามหมื่นทองในวิหารน้ำแต้ม
พระเจ้าล้านทองในกู่ปราสาทวิหารหลวง

ตามตำนานกล่าวว่า ๒๕ ปีหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ได้เสด็จมายังดอยม่อนน้อยสมสวยซึ่งอยู่ในชุมชนลัมภะกลิวัน มีชาวลัวะคนหนึ่งหาบไม้ป้าง (ไม้ไผ่) น้ำผึ้งหนึ่งกระบอก มะพร้าวสี่ผล มาถวาย พระพุทธองค์ทรงรับไว้และทรงพยากรณ์ว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นนครนามว่า “ลัมภกัปปนคร” หรือนครลำปางในปัจจุบัน จากนั้นพระองค์ได้ประทานพระเกศาแก่ชาวลัวะคนนั้น ต่อมาชาวลัวะจึงนำพระเกศาบรรจุในผอบทองคำประดิษฐานไว้ในอุโมงค์ ก่อเป็นเจดีย์สูง ๗ ศอกเหนืออุโมงค์นั้น

ส่วนประวัติการสร้างวัดพระธาตุลำปางหลวงไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่มีปรากฏว่า กษัตริย์แห่งล้านนาหลายพระองค์มาบูรณะซ่อมแซมและก่อสร้างศาสนสถานขึ้นภายในบริเวณวัด จนเป็นวัดที่งดงามอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

ภายในบริเวณองค์พระธาตุยังมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ เช่น พระวิหารหลวง วิหารน้ำแต้ม ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งงานศิลปะสกุลช่างลำปางที่น่าชม

“ฝึกช้างใช้ลือโลก”

ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ. ลำปาง ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนฝึกสอนช้างแห่งแรกในโลก ด้วยในอดีตป่าในเมืองลำปางเต็มไปด้วยไม้สัก และแรงงานสัตว์ที่สำคัญในการชักลากไม้ก็คือ ช้าง นั่นเอง

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้มีการจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เพื่อดูแลช้างที่ใช้ในกิจการทำไม้ซึ่งตกลูกทุกปีและมีปริมาณมากขึ้น ในปี ๒๕๑๒ จึงมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกลูกช้างที่บ้านปางหละ อ. งาว เพื่อเป็นสถานที่ฝึกช้างออกไปทำงานชักลากไม้ในป่า ต่อมาในปี ๒๕๓๒ รัฐบาลมีนโยบายปิดป่าทั่วประเทศ ช้างที่ทำงานอยู่ในป่าได้กลับคืนสู่ศูนย์ฝึกลูกช้างจำนวนมากจนเกิดปัญหาความแออัด ปี ๒๕๓๔ จึงมีการย้ายศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยไปอยู่ที่ อ. ห้างฉัตร รวมทั้งใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว จัดการแสดงความสามารถของช้าง ตลอดจนรวบรวมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับช้าง กระทั่งปี ๒๕๔๕ จึงพัฒนามาเป็นสถาบันคชบาลแห่งชาติถึงปัจจุบัน

ลูกช้างที่นำมาฝึกนั้นต้องมีอายุระหว่าง ๓-๕ ปี หากอายุน้อยกว่านี้ ลูกช้างยังไม่หย่านม ควาญจะแยกลูกช้างออกจากแม่ช้าง เรียกว่าการผ่าจ้าน เป็นช่วงเวลาที่น่าเวทนาลูกช้าง และต้องใช้เวลาพอสมควร เมื่อแยกแม่ช้างกับลูกช้างออกจากกันได้แล้ว ควาญจะดูแลลูกช้างเป็นพิเศษ ลูกช้างจะได้รับการฝึกต่าง ๆ เช่น ฝึกให้เชื่อง รู้จักฟังคำสั่งจากควาญ เข้าแถว หมอบ ส่งควาญขึ้นหลังช้าง เป็นต้น