ตราประจำจังหวัด

เที่ยวทั่วไทยไปกับ “นายรอบรู้” ตุลาคม-พฤศจิกายน

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ แม่ฮ่องสอน

เที่ยวทั้วไทย กับ "นายรอบรู้"

ตราประจำ จ. แม่ฮ่องสอน

รูปช้างในท้องน้ำ เบื้องหลังมีภูเขาและเมฆ เกี่ยวโยงกับตำนานการฝึกช้างป่าของเมืองแม่ฮ่องสอน

(สกู๊ป)

ล่องลำน้ำปาย กลางป่าดิบและขุนเขา

เรื่อง : นุ บางบ่อ
ภาพ : นุ บางบ่อ
 
มณฑปพระพุทธบาทในยามพลบค่ำ

วันนี้ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมอก ทิวเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนสุดสายตา มีกระท่อมหลังเล็กๆ ปลูกอิงแอบอยู่ตามซอกเขาเป็นหย่อมๆ ราวกับภาพวาดจากปลายพู่กันจิตรกรชั้นดี

“ใกล้ถึงแล้ว !” เสียงของใครคนหนึ่งในรถดังขึ้น ปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์ แต่ก็มิอาจทำให้ผมละสายตาจากความงดงามของทิวทัศน์ริมทางหลวงหมายเลข ๑๐๙๕ (สายแม่มาลัย-ปาย) แม้เพียงเสี้ยวนาที

ไม่นานนัก เราก็เดินทางเข้าสู่ปาย ชุมชนเล็กๆ ในอ้อมกอดของขุนเขาและธรรมชาติ

มณฑปพระพุทธบาทในยามพลบค่ำ

เมืองปายในวันนี้

แวบแรกเมื่อมาถึง ผมรู้สึกว่าปายก็ไม่ต่างจากชุมชนอื่นๆ ในภาคเหนือ แต่เมื่อได้รู้จักปายมากขึ้น จึงพบมนต์เสน่ห์ของปาย อำเภอเล็กๆ ใน จ. แม่ฮ่องสอน ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมปายจึงเป็นที่เล่าขานในหมู่นักเดินทาง...ครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อราว ๒๐ ปีก่อน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแบกเป้เข้ามาพักกับชาวบ้านใน อ. ปาย พวกเขาประทับใจในความเงียบสงบและธรรมชาติของป่าเขา จึงบอกต่อกันไป อ. ปาย จึงเป็นที่รู้จักของทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาตินับแต่นั้นมา

ในยามบ่าย เราแวะนั่งเล่นใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ สายลมเย็นพัดบางเบาชวนให้กายใจสงบเย็น ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็เห็นแต่ความงดงามของวิถีชีวิตเรียบง่ายของผู้คนที่เปี่ยมด้วยน้ำใจ ท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยผืนป่าแสนงาม

พลบค่ำ พวกเราพากันออกไปเดินเที่ยวในตัวเมืองปาย บริเวณถนนสายหลัก คือ ถ. รังสิยานนท์ ถ. ราษฎร์ดำรง และ ถ. ชัยสงคราม ซึ่งดูสนุกคึกคัก เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ร้านอาหาร ร้านกาแฟยี่ห้อดัง ตลอดจนสถานบริการต่างๆ ที่เปิดไฟวิบวับสว่างไสวในยามค่ำคืน มีที่พักราคาประหยัดประเภทเกสต์เฮาส์ผุดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด แต่ค่าครองชีพที่นี่กลับต่ำเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ

เมืองปายในวันนี้จึงเหมือนถนนข้าวสารในกรุงเทพฯ

พื้นที่ว่างริมทางเดินมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าพื้นเมืองมาวางขายหลายอย่าง เช่น ย่ามทอมือ เครื่องเงิน หมวก ผ้าพันคอ และอื่นๆ มากมาย ผมเห็นแล้วอดใจไม่ไหว จึงแวะเข้าไปเลือกซื้อเป็นของฝากเพื่อนๆ เสียหลายชิ้น

เราเดินสำรวจเมืองปายยามราตรีจนดึกดื่น ก่อนตัดสินใจกลับที่พักแม้จะอยากเดินเที่ยวต่อ ถึงเวลาที่ต้องกลับไปพักผ่อนเก็บแรงไว้สำหรับการล่องแก่งลำน้ำปายในวันรุ่งขึ้น

...ผมหลงเสน่ห์เมืองปายเข้าแล้ว...

มณฑปพระพุทธบาทในยามพลบค่ำ

ล่องแก่ง...กลัวนะ ใช่ว่าไม่กลัว !

เสียงเก็บข้าวของกุกกักจากเพื่อนร่วมห้องเป็นสัญญาณเตือนให้ผมลุกจากที่นอน เตรียมตัวไปผจญภัยล่องแก่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า...กลัวนะ ใช่ว่าไม่กลัว !

“ล่องแก่งสนุก แต่อย่าประมาท” ผู้ชำนาญการล่องแก่งใน จ. แม่ฮ่องสอนคนหนึ่งบอกกับเรา ก่อนแนะนำข้อควรปฏิบัติต่างๆ ในการล่องแก่ง ทริปนี้เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมเดินทางไปผจญภัยกับเราหลายคน หลังจากทักทายกันตามประสานักเดินทางที่รักการผจญภัยแล้ว เราก็นั่งรถออกจากที่พักไปยังจุดล่องแก่งที่บ้านหมอแปง อ. ปาย ใช้เวลาเดินทางราว ๒ ชั่วโมง

เส้นทางของทางล่องแก่งนี้มีความยาวถึง ๗๐ กิโลเมตร และต้องใช้เวลา ๒ วัน ๑ คืน ไปสิ้นสุดที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ หมู่บ้านปางหมู อ. เมืองแม่ฮ่องสอน

พอมาถึงลำน้ำปายแล้ว ไม่รู้ความกล้ามาจากไหน หลายคนในทีมตื่นเต้นอยากจะรีบลงไปล่องแก่งเร็วๆ แต่เราต้องรอความพร้อมของเจ้าหน้าที่ชาวมูเซอซึ่งจะเป็นผู้นำทางในการล่องแก่งครั้งนี้ก่อน ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมคว้าเสื้อชูชีพและหมวกกันน็อกมาสวมเพื่อความปลอดภัย

“ทุกคนพร้อม !” เสียงคนนำทางตะโกนถามสร้างความมั่นใจ

“พร้อม !” ทุกคนตอบเสียงดังลั่น

ในที่สุดเรือยางลำแรก สมรรถนะดี มีความปลอดภัยสูง ก็ลอยลำออกไปตามสายน้ำปายที่ไหลเอื่อยเป็นการอุ่นเครื่อง เรือยางลำที่สอง...สาม...และลำอื่นๆ ค่อยๆ ทยอยพายออกไปทีละลำ...รวมแล้วประมาณ ๑๐ ลำ นับจากนี้ไปเราต้องเดินหน้าไปให้ถึงปลายทางให้ได้

ปายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดใน จ. แม่ฮ่องสอน แหล่งต้นน้ำมาจากเทือกเขาถนนธงชัยกับเทือกเขาแดนลาวในเขต อ. ปาย นั่นเอง แม่น้ำปายไหลไปตามหุบเขา ผ่าน อ. ปาย อ. เมือง ลงสู่แม่น้ำสะละวินที่บ้านใหม่ รัฐกะยา ประเทศพม่า รวมระยะทางทั้งสิ้น ๑๓๕ กิโลเมตร

และเนื่องจากปายมีท้องน้ำไม่ลึกมาก จึงเหมาะแก่การล่องแพซึ่งทำจากไม้ไผ่ การล่องแพไม้ไผ่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวพอๆ กับล่องด้วยเรือยาง นักท่องเที่ยวสามารถใช้ไม้ไผ่ถ่อล่องไปตามน้ำได้อย่างเพลิดเพลิน ทั้งยังไม่เหนื่อยมากเพราะกระแสน้ำไหลแรงช่วยให้แพลอยไปตามกระแสน้ำ

สายน้ำปายพาขบวนเรือของเราเข้าไปใกล้ใจกลางป่าดิบที่โอบล้อมด้วยขุนเขาทุกขณะ ทิวทัศน์สองฟากฝั่งอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้เขียวขจี สักพักทุกคนก็เริ่มเผชิญกับเกาะแก่งกลางลำน้ำ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นการผจญภัยอย่างแท้จริง

กระแสน้ำบริเวณนั้นไหลแรง จึงบังคับเรือค่อนข้างยาก ฝีพายแต่ละคนต่างช่วยกันพาย บ้างก็คัดท้ายตามคำสั่งของคนนำทางซึ่งทำหน้าที่เป็นนายท้ายด้วย เสียงตะโกนพร้อมกันดังกึกก้องว่า “พาย !...พาย !...พาย !” เป็นทั้งเสียงแสดงความพร้อมเพรียงและเสียงที่ช่วยให้คนในทีมคลายความวิตกและตื่นกลัวกับภัยอันตรายเบื้องหน้า ชั่วพริบตาหัวเรือลำสีส้มก็พุ่งตรงเข้ากลางแก่ง ซึ่งเป็นร่องน้ำตกที่เกิดจากความต่างระดับของพื้นที่ อีกทั้งมีโขดหินมหึมา ๒ ก้อนขนาบกลางลำน้ำ ทำให้เกิดเป็นร่องน้ำ เพิ่มความหวาดเสียวเข้าไปอีก น้ำที่ตกลงมากลางแก่งแตกกระจายเป็นฟองสีขาว หัวเรือลำสีส้มจมลงไปในกระแสน้ำ ก่อนจะผุดขึ้นมา

หลายแก่งที่เราล่องผ่านไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสนุกสนานตื่นเต้นในวันแรกแห่งการเดินทางผจญภัย ยังเหลือพรุ่งนี้อีก ๑ วันที่เราจะได้เดินทางไปกับสายน้ำ ซึ่งมีความตื่นเต้นท้าทายรอคอยเราอยู่

ค่ำคืนนี้เราพักค้างแรมกันกลางป่าริมแม่น้ำปาย บริเวณที่ตั้งแคมป์เป็นลานโล่ง มีลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่าน ผู้ประกอบการธุรกิจล่องแก่งลำน้ำปายและชาวมูเซอได้สร้างเพิงพักแบบง่ายๆ ด้วยไม้ไผ่ไว้สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยว ความสงบเงียบและสายฝนฉ่ำเย็นในค่ำคืนนี้ ช่วยสร้างบรรยากาศให้วงสนทนาของพวกเราสำราญใจขึ้น เราต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์การผจญภัยในสายน้ำเมื่อช่วงกลางวัน นายท้ายหลายคนรับหน้าที่เป็นพ่อครัวฝีมือเด็ดไปด้วยในตัว รสชาติอาหารจากฝีมือของพวกเขาอร่อยไม่แพ้ร้านอาหารใหญ่ๆ ในตัวเมืองเลยทีเดียว

มณฑปพระพุทธบาทในยามพลบค่ำ

ถ้าเรือไม่คว่ำ...ก็ไม่สนุก

เช้าตรู่ริมแม่น้ำปาย มวลหมอกเหนือทิวเขาลอยอ้อยอิ่งมาพร้อมกับความหนาวเย็นยะเยือก

ผมยืนนิ่งซึมซับบรรยากาศรอบกาย

นี่คงเป็นที่มาของสมญานาม “เมืองสามหมอก” ของ จ. แม่ฮ่องสอน

“วันนี้สนุกแน่” นายท้ายชาวมูเซอกล่าวกับผม

เมื่อทุกคนเตรียมตัวพร้อมและจัดวางสัมภาระทุกชิ้นลงในเรือยางเป็นที่เรียบร้อย นายท้ายก็มีคำสั่งให้ออกเดินทาง พร้อมเล่าถึงเส้นทางล่องแก่งที่ต้องประสบในวันนี้ว่า สนุกและตื่นเต้นกว่าเมื่อวานมาก โดยเฉพาะจุดที่อันตรายที่สุดในการล่องลำน้ำปาย นั่นคือบริเวณที่ลำน้ำสาขาไหลมาสบกับแม่น้ำปาย

กิจกรรมล่องแก่งวันนี้ พวกเราจึงต้องเชื่อฟังคำสั่งของนายท้ายผู้มีประสบการณ์ และร่วมแรงร่วมใจพายกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อที่จะฟันฝ่าสายน้ำและแก่งหินในแม่น้ำปายอีกราว ๓๐ กิโลเมตร ไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย

“ซ้ายพาย..ขวาพาย” เสียงนายท้ายออกคำสั่งให้ทุกคนออกเดินทาง เรือยางอัดลมพาพวกเราล่องไปตามแม่น้ำปายท่ามกลางผืนป่าเขียวขจี เบื้องหลังคือเรือยางที่พายเรียงแถวกันมาตามลำดับ โดยแต่ละลำจะทิ้งช่วงห่างระหว่างกันพอสมควร ขณะฝีพายในเรือแต่ละลำกำลังหยอกล้อคุยกันสนุกสนาน นายท้ายเรือลำแรกก็ตะโกนบอกให้เรือทุกลำจอดแวะบนเนินทรายริมแม่น้ำเพื่อพักเหนื่อยและเตรียมกายเตรียมใจ เพราะเส้นทางข้างหน้านั้นกระแสน้ำจะรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

เมื่อเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เรือลำสีเหลืองสดที่มีชาวต่างชาติ ๕ คนเป็นลูกเรือ ดูมีความพร้อมและใจกล้ามากที่สุด เสียงตะโกน “Go...Go...Go” ดังกึกก้อง บรรดาลูกเรือจ้วงไม้พายลงน้ำอย่างแข็งขัน ชั่วพริบตาเดียว เรือยางก็แล่นฉิวสู่กลางลำน้ำ เรือยางของพวกเราลอยลำตามไปติดๆ นายท้ายพยายามประวิงเวลา ด้วยไม่ต้องการให้เรือของเราเข้าใกล้เรือลำหน้ามากเกินไป

ยิ่งใกล้บริเวณที่ลำน้ำแม่ของไหลมาบรรจบกับแม่น้ำปาย สายน้ำยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เสียงกรี๊ดลั่นบอกถึงความมันและตื่นเต้น สีหน้าของฝีพายทุกคนแสดงถึงความพยายามที่จะเอาชนะสายน้ำที่เกรี้ยวกราดและแฝงความท้าทายเบื้องหน้า

ชั่วอึดใจ เรือของเราก็ทะยานสูงเหนือคลื่นน้ำลูกแล้วลูกเล่า เสียงท้องเรือกระแทกกับผิวน้ำดังกึกก้องน่ากลัว น้ำกระเซ็นเข้าเรือรอบทิศทางจนทุกคนเปียกปอน “ซ้ายพาย...ขวาพาย” นายท้ายตะโกนออกคำสั่งพร้อมกับเอี้ยวตัวพายสลับซ้ายขวาเป็นพัลวัน พวกเราไม่มีใครลืมหน้าที่ของตัวเอง ออกแรงพายจ้ำสุดแรงเกิด และระมัดระวังไม่ให้ตัวเองตกจากเรือ เพราะนั่นหมายถึงกระแสน้ำวนอาจหมุนกลืนร่างให้จมหายไป !

ทันใดนั้น เรือยางสีเหลืองสดที่แล่นนำมาก็เกิดพลาดท่าในช่วงทะยานขึ้นเหนือคลื่นสูงลูกหนึ่ง ทำให้เรือเอียงและพลิกคว่ำในที่สุด ลูกเรือกระเด็นไปคนละทิศละทาง พวกเราพยายามจะเข้าไปช่วยเหลือ โชคดีที่ชาวต่างชาติกลุ่มนี้ใส่เสื้อชูชีพกันทุกคน บวกกับมีสติดี จึงไม่มีใครเป็นอะไร ใครคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “การล่องแก่ง ถ้าเรือไม่คว่ำก็ไม่สนุก” ผมเห็นด้วยกับคำพูดนี้ เพราะทุกคนที่ลงไปลอยคอในสายน้ำเชี่ยวต่างหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

พวกเราเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางเร็วกว่ากำหนด เพราะกระแสน้ำที่รุนแรง เรือยางทุกลำถูกปล่อยลมออกจนหมด ก่อนจะถูกพับเก็บอย่างเป็นระเบียบแล้วนำไปใส่ไว้ในรถกระบะเพื่อบรรทุกกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการล่องแก่ง

สายน้ำปายยังไม่เหือดแห้งหายไปไหน ยังคงรอนักเดินทางเช่นคุณไปสัมผัสให้รู้ซึ้งถึงความสนุกสักครั้งในชีวิต