ตราประจำจังหวัด

เที่ยวทั่วไทยไปกับ “นายรอบรู้” กันยายน-ตุลาคม

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ สระบุรี

เที่ยวทั้วไทย กับ "นายรอบรู้"

ตราประจำ จ. สระบุรี

รูปมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

(สกู๊ป)

ไหว้พระพุทธบาทเจ็ดครั้งจะได้ขึ้นสวรรค์

เรื่อง : ธนปกรณ์ สุขสาลี
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
 
มณฑปพระพุทธบาทในยามพลบค่ำ

ว่ากันว่า ใครที่มีโอกาสสักการะรอยพระพุทธบาทครบเจ็ดครั้ง จะได้ขึ้นสวรรค์...

คำพูดนี้ผมได้ยินได้ฟังมานมนาน แต่เพิ่งมารู้สึกจริงจังกับมันก็วันนี้ วันที่กำลังไต่บันไดนาคขึ้นสู่มณฑปบนไหล่เขา

แสงยามบ่ายทอดทาบยอดมณฑปพระพุทธบาทเป็นประกายสีเหลืองทองดูมลังเมลืองงดงามจับตา เบื้องหลัง คือยอดโพธิ์ลังกาสูงตระหง่าน บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ มีเพียงเสียงระฆังดังเหง่งหง่างก้องกังวานอยู่ไม่ขาดสาย ชวนให้อิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก

ผมอดคิดไม่ได้ว่า บางที “สวรรค์” อาจไม่ได้ไกลอย่างที่เราคิดกัน

บัวหัวเสาพาไลรอบมณฑปพระพุทธบาท

ปลายทางที่พระพุทธบาท

ยามสายต้นฤดูฝน แม้วันนี้อากาศร้อนอบอ้าว และทิวทัศน์สองข้างทางมีแต่ภูเขาหินที่โดนระเบิดจนเว้าแหว่งมองแล้วไม่เพลินตา อย่างที่รู้กันดีว่าพื้นที่ย่านนี้เป็นแหล่งผลิตหินอ่อนและปูนซีเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่เราก็รู้สึกเย็นใจ เมื่อเห็นป้ายบอกทางชี้ไป อ. พระพุทธบาท จ. สระบุรี ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเรา

ไม่นานนัก รถของเราก็เลี้ยวขวาเข้าสู่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร แลเห็นยอดมณฑปสีทองโดดเด่นมาแต่ไกล ภายในมณฑปวัดพระพุทธบาท สระบุรี หรือที่คนทั่วไปเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พระบาท” นี้ เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทซึ่งถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพสักการะมาแต่โบราณ

นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ทั้งกษัตริย์และสามัญชนต่างมุ่งหน้าเดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ซึ่งถือกันว่าเป็นรอยพระพุทธบาทหนึ่งในห้าแห่งของโลกตามคติความเชื่อของคนไทยโบราณ และยังเชื่อกันว่า การสักการะรอยพระพุทธบาทจะได้บุญกุศลแรงและเป็นสิริมงคลอย่างสูง ในชีวิตหนึ่งจึงต้องหาโอกาสเดินทางมานมัสการให้ได้สักครั้ง ดูไปก็คล้ายกับการเดินทางไปจาริกแสวงบุญของชาวมุสลิมที่นครมักกะฮ์ ทั้งยังเชื่อกันว่า หากไปนมัสการได้ครบเจ็ดครั้ง อานิสงส์ที่ได้รับจะส่งให้ได้ขึ้นสวรรค์ ดังเช่นที่กรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์ พระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ ๕ นิพนธ์ไว้ในเรื่อง ลายลักษณ์พระบาท ตั้งแต่ปี ๒๔๓๕ ว่า

“อิกสองสามวันก็จะถึงระดูไหว้พระบาทละ เมื่อกระนั้นรึ ป่านนี้เราขึ้นไปเกือบถึงท่าเรือแล้ว หมายความว่าจะไปให้ครบเจ็ดหนจะได้ปิดประตูอะบายะภูม”

กล่าวกันว่า การเดินทางไปวัดพระพุทธบาทในสมัยก่อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยไม่มีถนนหนทางตัดถึงอย่างทุกวันนี้ ต้องเดินทางรอนแรมทั้งทางน้ำทางบก จัดเตรียมสัมภาระ จัดหาทุนรอนค่าอาหาร ค่าจ้างช้างม้าเรือแพต่าง ๆ ทั้งยังเสี่ยงต่อโจรผู้ร้ายที่อาจดักจี้ปล้นกลางทางด้วย ดังนั้นในชั่วชีวิตของบางคนจึงอาจมีบุญไปกราบนมัสการได้เพียงครั้งเดียว และบางคนก็ไม่มีโอกาสเลย ต่างจากทุกวันนี้ที่เราใช้เวลาขับรถจากกรุงเทพฯ ไป อ. พระพุทธบาท ราว ๒ ชั่วโมงก็ถึงแล้ว

สมัยนั้น การเดินทางที่ยากลำบาก ประกอบกับการที่ทางวัดอนุญาตให้ขึ้นสักการะรอยพระพุทธบาทได้เพียงวันละสองเวลา คนที่เดินทางไปจึงมักพักค้างแรมอยู่ที่วัดพระพุทธบาท ลานพระบาทในช่วงเทศกาลไหว้พระบาทเดือนสามนั้นจึงคึกคักไปด้วยผู้คน ดังที่พระยาอนุมานราชธนเล่าไว้ในเรื่อง “ไปพระบาท” ว่า “...บริเวณลานพระบาทมีคนเดินขวักไขว่เที่ยวเตร่กันพลุกพล่าน ที่ไหนมีเทศน์มีหมอลำ ที่นั้นก็มีคนมุงกันเป็นกลุ่ม ๆ เสียงระฆังเสียงปี่พาทย์ประโคมกันเซ็งแซ่...”

วันนี้ภาพบรรยากาศเก่า ๆ ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ทว่าภายในวัดยังมีงานศิลปะโบราณฝีมือช่างชั้นเยี่ยมหลากยุคหลายสมัยให้ได้เที่ยวชมกัน

บันไดนาคห้าเศียร ด้านประตูท่าเสด็จบานประตูประดับมุกที่มณฑปพระพุทธบาท

บันไดนาค มณฑปทอง ของคู่พระบาท

ใครที่เคยได้ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท คงยังจำบันไดนาคอันงดงามที่ทอดยาวขึ้นสู่มณฑปครอบรอยพระพุทธบาทได้เป็นอย่างดี ทางขึ้นที่ว่านี้มีด้วยกันสองทาง คือ ด้านท่าเสด็จ และด้านประตูยักษ์

บันไดนาคด้านท่าเสด็จ ลักษณะเป็นบันไดสามสายทอดขนานกันไป บันไดสามสายนี้แทนบันไดแก้ว บันไดทอง บันไดเงิน ที่พระอินทร์เนรมิตขึ้นเพื่อส่งเสด็จพระพุทธเจ้ากลับสู่โลกมนุษย์ หลังจากเสด็จไปทรงเทศนาโปรดพระพุทธมารดา บันไดด้านท่าเสด็จสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ แต่เดิมมีเพียงสองสายเท่านั้น มาสร้างเพิ่มอีกสายหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ราวบันไดทำเป็นรูปพญานาคห้าเศียรหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอย่างงดงาม

เชื่อกันว่า หากปรารถนาเงินให้เดินขึ้นบันไดเงิน หากปรารถนาทองให้ขึ้นบันไดทอง และหากปรารถนายศถาบรรดาศักดิ์หรืออื่น ๆ ให้ขึ้นบันไดแก้ว โดยขณะเดินขึ้นให้กลั้นหายใจพร้อมกล่าวคำอธิษฐานจนถึงบันไดขั้นบนสุด... ผมรู้ว่าบันไดแก้วอยู่ตรงกลาง แต่ไม่รู้ว่าบันไดเงินบันไดทองอยู่ฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวากันแน่ เลยเลือกขึ้นทั้งสองทาง

ส่วนด้านประตูยักษ์ เป็นบันไดนาคที่มีอายุเก่าแก่กว่า สร้างในสมัยพระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๐๑) หัวบันไดเป็นรูปพญานาคเจ็ดเศียร หล่อด้วยสำริด ลักษณะเป็นนาคทรงเครื่อง สวมมงกุฎ ลวดลายละเอียดอ่อนช้อยงดงาม

เมื่อไต่บันไดนาคขึ้นไปถึงด้านบน เราก็แลเห็นมณฑปสีทองเปล่งประกายอยู่เบื้องหน้า มณฑปครอบรอยพระพุทธบาทนี้มีลักษณะเป็นอาคารสี่เหลี่ยมจัตุรัส เสาพาไลรอบมณฑปเป็นเสาย่อมุมไม้สิบสอง ลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกสีต่าง ๆ อย่างงดงามตระการตา ทั้งยังประดับด้วยลายปูนปั้นฝีมือประณีต ผนังด้านนอกประดับลายเทพนมลงรักปิดทอง หน้าบันเหนือซุ้มประตูเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ส่วนบานประตูทั้งแปดบานประดับด้วยมุกลวดลายวิจิตร เดิมสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าบรมโกศ แต่ถูกไฟไหม้ไปเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา บานประตูที่เห็นในปัจจุบัน เชื่อว่าเป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๑

เดิมมณฑปแห่งนี้เป็นมณฑปยอดเดียว สร้างขึ้นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยารัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ต่อมาพระเจ้าเสือโปรดให้เปลี่ยนเป็นมณฑปห้ายอด มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนเป็นมณฑปยอดเดียวอีกครั้ง จากนั้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้มีการเปลี่ยนยอดมณฑปจากไม้เป็นคอนกรีต หลังจากนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) แห่งวัดอนงคาราม กรุงเทพฯ ได้จัดให้มีการบูรณะอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๗๘

รอบมณฑปมีลมพัดเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นเวลาเที่ยง และจากจุดนี้ก็สามารถยืนชมทัศนียภาพรอบวัดพระพุทธบาทได้อย่างชัดเจน บริเวณนี้จึงเป็นจุดชมวิวอีกแห่งที่ได้รับความนิยมจากผู้ที่แวะมานมัสการรอยพระพุทธบาท

ลายเทพนมบนผนังด้านนอกมณฑปพระพุทธบาทรอยพระพุทธบาทในมณฑปพระพุทธบาท

ไหว้พระบาท ตีระฆัง ประกาศบุญสู่สวรรค์

หลังจากนำดอกไม้ธูปเทียนเดินเวียนรอบมณฑป ๓ รอบตามธรรมเนียมโบราณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เข้าสู่ด้านในมณฑปเพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาท

ภายในมณฑป มีมณฑปน้อยลักษณะคล้ายมณฑปใหญ่ด้านนอกครอบรอยพระพุทธบาทไว้อีกชั้น รอยพระพุทธบาทนี้เป็นรอยพระพุทธบาทเบื้องซ้าย ค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อราวปี ๒๑๖๗ มีขนาดกว้าง ๒๑ นิ้ว ยาว ๖๐ นิ้ว ลึก ๑๑ นิ้ว มีลายมงคล ๑๐๘ ประการ อาทิ รูปสวัสติกะ ปลาคู่ หอยสังข์ หม้อน้ำ ปรากฏอยู่ พระบาทต้องตามลักษณะของมหาบุรุษตามความเชื่อของอินเดีย คือ พื้นพระบาทเต็ม รอยพระพุทธบาทมีโครงเหล็กครอบไว้เพื่อป้องกันความเสียหาย เพราะผู้มานมัสการรอยพระพุทธบาทส่วนใหญ่นิยมปิดทองเพื่อความเป็นสิริมงคลและโยนเหรียญลงไปเพื่อเป็นพุทธบูชา

ระหว่างนั่งรอเพื่อน ๆ สักการะและปิดทองรอยพระพุทธบาทท่ามกลางพุทธศาสนิกชนจำนวนมากที่ต่างเดินทางมาที่นี่ด้วยใจศรัทธา ผมก็หวนนึกถึงกลอนบทหนึ่งใน นิราศพระบาท ของสุนทรภู่ ที่เขียนไว้ในช่วงรัชกาลที่ ๑ ราวปี ๒๓๕๐

  พี่เข้าเคียงเบื้องขวาฝ่าพระบาท   อภิวาทหัตถ์ประนังขึ้นทั้งสอง
กราบกราบแล้วก็ตรึกรำลึกปอง เดชะกองกุศลที่ตนทำ
  มาคำรพพบพุทธบาทแล้ว ขอคุณแก้วสามประการช่วยอุปถัมภ์
ฉันเกิดมาชาตินี้ก็มีกรรม  แสนระยำยุบยับด้วยอับจนฯ

แม้วันนี้เวลาจะล่วงผ่านมานับร้อยปีแล้ว แต่รอยพระพุทธบาทก็ยังคงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาและที่พึ่งทางใจของผู้คนมากหน้าอยู่ไม่เสื่อมคลาย

หลังจากนมัสการรอยพระพุทธบาท เราไม่พลาดที่จะลงไปเคาะระฆังที่แขวนเรียงรายอยู่ที่ศาลาโถงด้านนอกมณฑปเพื่อประกาศบุญที่ได้เดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทให้สวรรค์รับรู้ คติความเชื่อนี้เองทำให้ชาวบ้านในละแวกวัดพระพุทธบาทมีรายได้จากการขายไม้ตะพดให้แก่นักท่องเที่ยว ไม้ตะพดนี้หาซื้อได้ที่ลานจอดรถด้านหน้าวัด มีทั้งอันเล็ก ๆ ที่ใช้เคาะระฆังได้ถนัดมือ ไปจนถึงไม้ตะพดขนาดใหญ่สลักเสลาลวดลายสวยงาม เหมาะจะซื้อหาเป็นของที่ระลึกเพื่อนำไปฝากผู้หลักผู้ใหญ่

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปวัดพระพุทธบาทในวันเข้าพรรษา (ประมาณเดือนกรกฎาคม) นอกจากจะได้นมัสการรอยพระพุทธบาทแล้ว ยังจะได้ร่วมงานประเพณีตักบาตรดอกไม้ด้วย การตักบาตรดอกไม้ก็เหมือนการตักบาตรทั่วไป เพียงแต่ใช้ดอกไม้แทนอาหาร ดอกไม้ที่ชาวบ้านนำมาตักบาตรนี้มีชื่อว่า ดอกข่าลิง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ดอกเข้าพรรษา สามารถหาซื้อได้บริเวณวัดในวันจัดงา

พระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยาโปรดให้ค้นหารอยพระพุทธบาทจนพบในสมัยของพระองค์ เชื่อว่าหลังจากนมัสการรอยพระพุทธบาทแล้วต้องไปเคาะระฆังให้เสียงดังไปถึงสวรรค์
 

วันนี้ การเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป ความง่ายนี้อาจทำให้คติความเชื่อเก่า ๆ ที่ว่าใครไปนมัสการรอยพระพุทธบาทครบเจ็ดครั้งจะได้ขึ้นสวรรค์คลายจางลง พุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่งที่นิยมความสะดวกรวดเร็วในการแสวงบุญจึงอาจหันไปหาโปรแกรมทัวร์ประเภท “ไหว้พระเก้าวัดในหนึ่งวัน” ที่ว่ากันว่าได้บุญแรงแทน

ทว่าสำหรับเราแล้ว การเดินทางมาพระบาทครั้งนี้ไม่ได้ทำตามกระแสหรือค่านิยมใด ๆ หากแต่มุ่งมาสักการะรอยพระพุทธบาท น้อมรำลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคลและแสวงหาความสุขสงบทางใจตามประสาชาวพุทธ พร้อม ๆ ไปกับการซึมซับความงดงามของสถาปัตยกรรมโบราณที่ยังอนุรักษ์ไว้ให้ชมกัน

เป็นความสุขที่น่าประทับใจอีกครั้งหนึ่งในชีวิตการเดินทาง

งานประเพณีตักบาตรดอกไม้ จัดในช่วงวันเข้าพรรษา
ผู้ว่าฯ ชุมพร พลรักษ์
รุกหนักงานท่องเที่ยว จ. สระบุรี

“สระบุรีมีดีกว่าที่ท่านคิดหลายอย่าง ผมจึงรุกหนักในงานการท่องเที่ยวของสระบุรีให้คนทั่วไปได้รับรู้และเข้ามาเยือน องค์การยูเนสโกประกาศให้ อ. มวกเหล็กเป็นสถานที่ที่อากาศดีเป็นอันดับ ๗ ของโลก สระบุรียังมีรอยพระพุทธบาทที่มีการค้นพบตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นที่ศรัทธาของชาวพุทธ ตามโบราณราชประเพณี กษัตริย์ทุกพระองค์ที่เสด็จมานมัสการต้องทรงช้างรำพระแสงของ้าว พระองค์สุดท้ายที่ทรงปฏิบัติ คือ รัชกาลที่ ๕ ส่วนที่ อ. เสาไห้ ก็เป็นชุมชนชาวยวนโยนกเชื้อสายล้านนา มีวัดสำคัญที่มีภาพจิตรกรรมควรชมหลายแห่ง เช่น วัดสมุหประดิษฐาราม วัดจันทบุรี เป็นต้น และขณะนี้ผมกำลังฟื้นชีวิตตลาดน้ำริมแม่น้ำป่าสัก บ้านดาวเรืองในเขต อ. เมือง ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ มีทางเดินชมทิวทัศน์ริมน้ำที่สวยงาม

“สระบุรียังมีของกินทั้งสเต๊กรสเด็ดและไวน์คุณภาพเยี่ยมซึ่งเคยใช้เสิร์ฟบนโต๊ะอาหารผู้นำเมื่อคราวประชุมเอเปกมาแล้ว”