ตราประจำจังหวัด

เที่ยวทั่วไทยไปกับ “นายรอบรู้” กุมภาพันธ์-มีนาคม

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ เชียงใหม่

เที่ยวทั้วไทย กับ "นายรอบรู้"

ตราประจำ จ. เชียงใหม่

เป็นภาพช้างเผือกยืนในเรือนแก้ว ภาพช้าง หมายถึง ช้างเผือกที่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ ๒ ภาพเรือนแก้ว หมายความว่า เป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนามาตั้งมั่น และเคยเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎก เมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๐

(สกู๊ป)

แอ่วดอยสุเทพ กลางเวียงเชียงใหม่

เรื่อง : จารุภัทร วิมุตเศรษฐ์ ธนปกรณ์ สุขสาลี
ภาพ : ฝ่ายภาพ สารคดี
ดอยสุเทพนอกจากจะเป็นผืนป่าดิบกลางเวียงเชียงใหม่แล้ว ยังเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุดอยสุเทพด้วย

เมื่อลมหนาวมาเยือน นักเดินทางก็ชีพจรลงเท้ามุ่งหน้าสู่ภูดอยภาคเหนือ เพื่อขึ้นไปสัมผัสไอหนาว ชมทะเลหมอก แวะชมดอกไม้เมืองหนาวที่กำลังผลิดอกงามสะพรั่งไปทั่วทั้งดอย

“ไปกำแพงดิน กินข้าวซอย ขึ้นดอยสุเทพ” ยังคงใช้ได้กับนักเดินทางรุ่นใหม่อย่างเรา แม้บางอย่างเปลี่ยนไป บางสิ่งยังคงอยู่ เช่นดอยสุเทพก็ถือเป็น “ขวัญ” ของเมือง และเป็นประดุจหัวใจซีกหนึ่งของนคร เพราะภูดอยแห่งนี้ปกคลุมด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหล่อเลี้ยงผู้คนในเวียงมาแต่โบราณกาล และเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อันนำมาซึ่งความรุ่งเรืองร่มเย็นแก่ชีวิตของผู้มีศรัทธา

ดอยสุเทพมีความสูงถึง ๑,๖๐๑ เมตร เมื่อขับรถขึ้นไปตามถนนศรีวิชัย จะผ่านวัดผาลาด ซึ่งในอดีตเป็นจุดพักระหว่างทางของผู้ใช้เส้นทางลัดขึ้นสู่พระธาตุฯ อันเป็นเส้นทางโบราณที่อยู่ทางด้านใต้ของขุนเขา ผ่านวัดผาลาดไปจะมีจุดให้แวะพักชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ บริเวณ กม. ๑๐ ซึ่งจะเห็นเมืองเชียงใหม่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงอันกว้างใหญ่ได้ชัดเจน นั่งรถต่อขึ้นไปอีกไม่นานก็เข้าสู่ลานจอดรถของวัดพระธาตุดอยสุเทพที่ตีนบันไดทางขึ้นสู่พระธาตุฯ

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยที่เชิงดอยสุเทพ

ที่บันไดนาคเจ็ดเศียรนี้เองที่ผู้มาเยือนวัดแห่งนี้ไม่พลาดที่จะถ่ายภาพคู่กับเศียรพญานาค เพื่อยืนยันว่ามาถึงดอยสุเทพแล้ว

ตามคติความเชื่อของคนเหนือ แต่ละคนมีพระธาตุประจำปีเกิดของตน เช่น พระธาตุดอยสุเทพเป็นพระธาตุประจำปีมะแม เมื่อเราจากโลกนี้ไป ดวงวิญญาณจะออกจากร่างไปสิงสถิตอยู่ที่พระธาตุประจำปีเกิดของตน หากได้ไปนมัสการพระธาตุประจำปีเกิด ถือว่าเป็นสิริมงคล ส่งผลให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง

ทันทีที่ย่างเข้าสู่ลานพระธาตุดอยสุเทพ เราจะได้เห็นเจดีย์สีทองมลังเมลืองดูโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า เป็นเจดีย์สมัยเชียงแสนทรงแปดเหลี่ยม มีรั้วล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน ที่มุมรั้วมีฉัตรโลหะขนาดใหญ่ประดับอยู่

ตามประวัติกล่าวว่า หลังจากพญามังรายได้เลือกดอยสุเทพอันเป็นคุณในการสร้างเมืองเชียงใหม่แล้ว ใน พ.ศ. ๑๙๖๒ พญากือนา กษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย ก็โปรดให้นำพระบรมสารีริกธาตุที่พระสุมนเถระนำมาจากสุโขทัย ไปประดิษฐานลง ณ ดอยสุเทพ พร้อมกับสร้างเจดีย์สีทองครอบบนที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุนั้น

บันไดนาค ทางขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ

ในระยะแรกพระธาตุดอยสุเทพยังไม่มีพระภิกษุจำพรรษา จนกระทั่งพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ ๑๔ แห่งราชวงศ์มังราย ได้อาราธนาพระญาณมงคลโพธิเถระจากลำพูนมาจำพรรษา วัดพระธาตุดอยสุเทพจึงถือกำเนิดขึ้น และต่อมาท่านได้สร้างบันไดนาคจากฐานขึ้นไปยังองค์พระธาตุฯ ด้วย สำหรับชาวเชียงใหม่แล้ว ทุกวันเพ็ญเดือนแปดของภาคเหนือ หรือเดือนหกของภาคกลาง ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา จะมีประเพณีขึ้นดอยนมัสการพระธาตุฯ ซึ่งชาวบ้านจะจัดริ้วขบวน ถือประทีปธูปเทียนไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ โดยมีพระสงฆ์เดินนำหน้า ชาวบ้านเดินตามหลัง ตามตำนานกล่าวว่า ประเพณีเดินขึ้นดอยเพื่อไปนมัสการพระธาตุฯ เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๘ ในสมัยพระเจ้ากาวิละ ซึ่งยังถือปฏิบัติกันอยู่จนทุกวันนี้

ในสมัยก่อน การเดินทางขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพเป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม่มีถนนหนทางสะดวกสบายเช่นปัจจุบัน เพราะดอยสุเทพตั้งอยู่บนเขาสูง มีพื้นที่ล้อมรอบเป็นป่ารกทึบ จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา ได้ชักชวนชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นสู่พระธาตุฯ เป็นระยะทาง ๑๔ กิโลเมตร ถนนนี้คือ ถนนศรีวิชัย ในปัจจุบันนั่นเอง

ถนนศรีวิชัยที่ครูบาศรีวิชัยและศิษย์ได้ช่วยกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางสู่ดอยสูงในครั้งนั้น เพิ่มความไม่ธรรมดายิ่งขึ้นเมื่อท่านลงมือสร้างวัดขึ้นอีก ๓ แห่ง ระหว่างทางสู่พระธาตุฯ เริ่มจากวัดศรีโสดา บริเวณเชิงดอย วัดสกิทาคา และวัดอนาคา ตามลำดับ ด้วยท่านมีดำริว่าวัดพระธาตุดอยสุเทพนั้นเป็นสัญลักษณ์ของอรหันตาหรืออรหันตผล หมายถึงขั้นธรรมที่พระอรหันต์ได้บรรลุสูงสุดตามอุดมคติของชาวพุทธ แต่ในที่สุดมีวัดศรีโสดาเพียงวัดเดียวที่สร้างเสร็จสมบูรณ์และคงอยู่มาจนปัจจุบัน

คนที่ขึ้นไปสักการะพระธาตุฯ จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เขาได้ย่างสู่แดนศักดิ์สิทธิ์นับแต่ก้าวแรกที่เหยียบตีนดอยแล้ว ไม่ใช่ตรงบันไดนาคที่หลายคนเคยเข้าใจ ครั้งหนึ่ง มีการสมมุติการจาริกสู่ยอดดอยว่าเป็นการแสวงบุญขัดเกลาจิตใจเป็นลำดับขั้น โดยมีที่พักแต่ละช่วงเป็นสัญลักษณ์ “โลกุตรธรรม” แต่ละขั้น ตามที่ครูบาศรีวิชัยสร้างไว้

วัดผาลาด ศาสนสถานที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ

ณ วันนี้การเดินทางขึ้นไปนมัสการพระธาตุฯ สะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะมีถนนลาดยางอย่างดี ก่อนขึ้นไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมแวะนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเคารพ

หลังจากไหว้พระธาตุฯ จิตใจผ่องแผ้วแล้ว บริเวณรอบองค์พระธาตุฯ ยังมีสิ่งน่าชมอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ฤาษีวาสุเทพ นักพรตในตำนานที่ชาวลัวะเคารพนับถือ ซึ่งนามของท่านเป็นที่มาของชื่อดอยแห่งนี้ รูปปั้นช้างเผือกที่อัญเชิญพระบรมธาตุขึ้นมาสู่ยอดดอย หรือแม้แต่พระวิหารทิศทั้งสี่ ซึ่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแบบล้านนาที่ควรชม โดยเฉพาะวิหารทิศหลังแรกที่อยู่ข้างทางเข้าลานพระธาตุฯ ซึ่งนอกจากจะมีองค์พระปฏิมาที่งดงามแล้ว ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบล้านนาที่สะท้อนสภาพแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวล้านนาได้อย่างลึกซึ้ง ภาพจิตรกรรมดังกล่าวเป็นฝีมือของพ่อบุญปั๋น พงษ์ประดิษฐ์ ศิลปินล้านนา ผู้ได้รับฉายาว่า “จิตรกรฝาเบียร์” เพราะท่านใช้ฝาเบียร์ผสมสีแทนจานสี

และเมื่อมองจากบริเวณเจดีย์ลงมา จะเห็นทิวทัศน์สวยงามของตัวเมืองเชียงใหม่ได้อย่างกว้างไกล โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำ ซึ่งมีแสงไฟจากตัวเมืองระยิบระยับงดงามจับตา

ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าดอยสุเทพ

เมื่อเที่ยวชมสิ่งละอันพันละน้อยในวัดพระธาตุฯ จนเอมใจแล้ว ก็ขับรถขึ้นไปตามถนนคดเคี้ยว สองข้างทางเป็นผืนป่าดิบและป่าเบญจพรรณที่เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปิง หล่อเลี้ยงชีวิตชาวเวียงเชียงใหม่มาแต่ครั้งอดีต เป็นแหล่งของพรรณไม้นับพันชนิดและเป็นบ้านของแมลงและสัตว์ป่านานาชนิด ซึ่งนักเดินทางสามารถเข้าไปเที่ยวชมศึกษาธรรมชาติได้

ถัดไปอีกไม่ไกลนัก เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมบริเวณรอบ ๆ ได้ พระตำหนักแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เพื่อใช้เป็นที่ประทับในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรมที่เมืองเชียงใหม่ และยังใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะ เดิมมีเพียงพระตำหนักที่ประทับและเรือนรับรองเท่านั้น แต่ภายหลังมีการสร้างพระตำหนักเพิ่มอีกหลายหลัง

พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี แวดล้อมด้วยสวนดอกไม้ที่ได้รับการจัดแต่งไว้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิดที่หาชมได้ยาก ถ้าเดินชมอย่างช้าๆ จะสัมผัสบรรยากาศได้อย่างทั่วถึง แต่หากมีเวลาน้อย หรือผู้สูงอายุไม่สะดวกเดินระยะไกลๆ ก็มีรถไฟฟ้าขนาดเล็กคล้ายรถที่ใช้ในสนามกอล์ฟไว้คอยบริการ

บัวผุด พันธุ์ไม้หายากที่พบในป่าดิบชื้นบนดอยสุเทพ

บริเวณด้านหน้าพระตำหนัก มีตลาดขนาดเล็กจำหน่ายของที่ระลึกและผลไม้เมืองหนาวทั้ง ชนิดสดและแปรรูป ให้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านได้

...คนรักเชียงใหม่บางคนกำลังวิตกกับข่าวที่ว่า อาจมีแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่แห่งใหม่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ในไม่ช้านี้ และอาจมีการใช้สถานที่บริเวณนี้เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายนักท่องเที่ยว ในการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว ซึ่งถึงวันนั้นภูมิทัศน์ดอยสุเทพคงเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม คนเชียงใหม่ก็เชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ ณ ดอยสุเทพแห่งนี้ จะปกปักรักษาสิ่งดีงามเหล่านี้ไว้ได้ เหมือนที่ชาวเชียงใหม่ต่างอุ่นใจที่มีพระธาตุดอยสุเทพเป็น “ขวัญ” ของชาวเชียงใหม่และผู้ศรัทธาที่มาเยือนตลอดไป

ความงดงามของเวียงเชียงใหม่ในยามค่ำคืน
(ล้อมกรอบ)
ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา

ครูบาศรีวิชัยเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑ ที่บ้านปาง อ. ลี้ จ. ลำพูน ในขณะเกิดปรากฏว่ามีฝนตกหนัก ฟ้าร้องกึกก้องเสียงดัง บิดามารดาจึงตั้งชื่อให้ว่า “อินทะเฟือน” ซึ่งแปลว่า ฟ้าร้อง เมื่ออายุ ๑๘ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีฉายาว่า “ศรีวิชัย” ท่านได้ศึกษาเล่าเรียน และปฏิบัติตนในทางวิปัสสนา จนมีความรู้แตกฉาน เป็นที่เคารพของชาวเมืองทั่วไป จนชาวเมืองพากันเรียกว่า “ครูบา” ซึ่งหมายถึง พระภิกษุอาวุโส ผู้มีความรู้ ตลอดชีวิตของท่าน ได้บรูณะซ่อมแซมวัดวาอารามเป็นจำนวนมาก ครูบาศรีวิชัยมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ สิริอายุ ๖๐ ปี

(บรรยายภาพ)

ครูบาศรีวิชัย (ยืนถือไม้เท้าอยู่กลางภาพ) พร้อมด้วยสานุศิษย์ และผู้ศรัทธาที่ร่วมกันสร้าง ทางบุญสู่องค์พระธาตุฯ