ตราประจำจังหวัด

เที่ยวทั่วไทยไปกับ “นายรอบรู้” มกราคม-กุมภาพันธ์

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ กำแพงเพชร

เที่ยวทั้วไทย กับ "นายรอบรู้"

ตราประจำ จ. กำแพงเพชร

เป็นภาพกำแพงเมืองมีใบเสมาประดับเพชร หมายถึงกำแพงเมืองที่มีความแข็งแกร่งดุจเพชร

(สกู๊ป)

ไปเที่ยวกำแพงเพชร

ชมศิลาแลงใหญ่ที่สุดในโลก

เรื่อง : ธนปกรณ์ สุขสาลี
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
วัดพระแก้วมีพระพุทธรูปที่ทำจากศิลาแลง

เมื่อครั้งเป็นเด็กเคยตั้งคำถามตามประสาเด็กไม่รู้เดียงสา ว่าระหว่างอ่างทองกับกำแพงเพชร จังหวัดไหนรวยกว่ากัน ต่อเมื่อโตขึ้นจึงได้รู้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว “กำแพงเพชร” ที่เอ่ยถึงนั้น ก็คือกำแพงศิลาแลงอันแข็งแกร่งสูงทะมึนดุจเพชร ที่สร้างล้อมรอบเมืองประวัติศาสตร์กำแพงเพชร โดยใช้ศิลาแลงนับพันนับหมื่นก้อน วางเรียงซ้อนต่อกันเป็นชั้นๆ สูงประมาณ ๔-๕ เมตร หรือเทียบเท่ากับตึกสองชั้น

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยา กล่าวถึงกำแพงศิลาแลงอันเป็นที่มาของชื่อเมืองกำแพงเพชรว่า “ถึงแม้ว่าการรื้อทำลายเพื่อสร้างถนนและอาคารของทางราชการจะทำให้เหลือกำแพงอยู่ไม่ครบทุกด้าน แต่ที่ยังเหลืออยู่หลายด้านก็อยู่ในลักษณะที่สมบูรณ์ คือแลเห็นทั้งคูเมืองที่ลึก แนวกำแพงเมืองที่มีใบเสมา เชิงเทิน ป้อม ประตูเมือง และประตูผี ที่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง การมีป้อมปราการและกำแพงเมืองที่ก่อสร้างด้วยศิลาแลงแข็งแรงเช่นนี้ เหมือนกับจะเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์กับชื่อเมืองกำแพงเพชรก็ว่าได้”

สำหรับความเป็นมาของเมืองกำแพงเพชรนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่าง อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ สันนิษฐานว่า บนสองฝั่งแม่น้ำปิงซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้ง จ. กำแพงเพชรในปัจจุบัน ได้ปรากฏร่องรอยของกลุ่มโบราณสถานแสดงการเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่โตมาแล้วแต่อดีต โดยมีเมืองสำคัญ ๒ เมือง คือ เมืองนครชุม ทางด้านทิศใต้ของ จ. กำแพงเพชร และเมืองชากังราวหรือบริเวณที่ตั้งตัวเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน

กำแพงเมืองนครประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ที่ทำจากศิลาแลง

เมืองนครชุมเคยเป็นเมืองสำคัญในภูมิภาคนี้ มีโบราณสถานกระจายอยู่ทั่วไป โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายกับโบราณสถานในเมืองเก่าสุโขทัยและศรีสัชนาลัย จากหลักฐานศิลาจารึกนครชุม กล่าวถึงพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งอาณาจักรสุโขทัยว่า พระองค์ได้สร้างพระบรมธาตุขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองนครชุม นั่นแสดงให้เห็นว่านครชุมเป็นเมืองสำคัญ มีพระบรมธาตุตั้งอยู่ใจกลางเมือง เพื่อเป็นที่สักการะของผู้คนในเมือง อันเป็นขนบธรรมเนียมที่พบได้ตามเมืองโบราณสำคัญๆ ของไทย เมืองนครชุมเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยอยุธยา หลังจากนั้นก็ค่อยๆ หมดความสำคัญ

ส่วนเมืองชากังราวก็เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยอยุธยาเช่นกัน แต่หลังจากพระมหาธรรมราชาลิไทสวรรคต (ในช่วงปี พ.ศ. ๑๙๑๓-๑๙๑๔) เมืองต่างๆ ในอาณาจักรสุโขทัยรวมทั้งชากังราวเกิดความแตกแยก หันไปขึ้นกับอยุธยาซึ่งกำลังเรืองอำนาจ นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า ภายหลังชากังราวมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อทางฝ่ายอยุธยาซึ่งปกครองหัวเมืองแถบนี้อยู่ ได้ย้ายศูนย์กลางการเมืองการปกครองจากเมืองนครชุมมาอยู่ที่ชากังราวในปี พ.ศ. ๑๙๔๐ ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นซากโบราณสถานอยู่ดาษดื่นทั่วเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน

กำแพงเพชรก็เหมือนนครประวัติศาสตร์อีกหลายๆ แห่งของประเทศไทย เช่น อยุธยา แพร่ เชียงใหม่ ที่มีเมืองใหม่สร้างทับอยู่บนเมืองเก่า เป็นเหตุให้บรรดาโบราณสถานจำนวนมากถูกรื้อทำลายไป แต่เมืองกำแพงเพชรก็ยังเหลือโบราณสถาน ทั้งในเขตเมืองและนอกเมืองให้เห็นค่อนข้างมาก ไม่เพียงแต่กำแพงเมืองที่สร้างด้วยศิลาแลงดังที่กล่าวมาเท่านั้น โบราณสถานส่วนใหญ่ในกำแพงเพชรก็ล้วนใช้ศิลาแลงเป็นวัตถุดิบสำคัญในการก่อสร้าง

โกลนพระพุทธพุทธรูป และเจดีย์ที่ทำด้วยศิลาแลง ทั้งองค์ภายในวัดพระแก้ว

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ศิลาแลงคืออะไร ?

อาจารย์สิน สินสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา สาขาวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) อธิบายถึงที่มาของศิลาแลงว่า

“ศิลาแลงเป็นดินชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่มรสุมเขตร้อน ประเทศไทยรู้จักการนำศิลาแลงมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ในอดีตแล้ว ดังปรากฏหลักฐานตามโบราณสถานต่างๆ ศิลาแลงมักเกิดขึ้นปกคลุมอยู่บนผิวดิน หรือลึกลงไปใต้ดินเพียงเล็กน้อย ศิลาแลงจึงจัดเป็นตะกอนบนพื้นผิวที่เป็นผลมาจากกระบวนการผุพังทางธรณีวิทยา โดยมีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญคือ ออกไซด์ของเหล็ก อะลูมิเนียม และซิลิคอน เมื่อเปิดหน้าดินเพื่อขุดศิลาแลงขึ้นมาใช้จะพบว่า มีลักษณะนิ่ม ไม่แข็งมาก พอที่จะใช้เหล็กหรือขวานสกัดออกเป็นก้อนๆ ได้ แต่ครั้นเมื่อสัมผัสอากาศจะเกิดปฏิกิริยาแข็งตัวอย่างรวดเร็วและจะเพิ่มความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นคุณลักษณะของศิลาแลง ซึ่งง่ายสำหรับการขุดขึ้นมาใช้งาน”

เมื่อได้มีโอกาสมาย่ำเมืองกำแพงเพชรในครั้งนี้ เราจึงไม่พลาดไปสัมผัสความงดงามของโบราณสถานที่สร้างด้วยศิลาแลงอันยิ่งใหญ่ ในแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอย่าง อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ซึ่งได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔

พระพุทธรูปยืน วัดพระสี่อิริยาบถ ทำด้วยศิลาแลงทั้งองค์

จากตัวเมืองกำแพงเพชรไปตามถนนปิ่นดำริห์ ใช้เวลาราวๆ ๑๐ นาทีก็ถึงอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรซึ่งอุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยที่ปกคลุมให้ความร่มเย็นจนถือได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของอุทยานฯ แห่งนี้ ทันทีที่ย่างกรายเข้าไปภายในเขตกำแพงเมืองนครประวัติศาสตร์ที่มีพื้นที่นับหลายร้อยไร่ สายตาก็สะดุดกับโบราณสถานขนาดใหญ่ที่มีวัดตั้งเรียงรายอยู่หลายสิบวัด วัดที่สำคัญและน่าสนใจได้แก่ วัดพระแก้ว ซึ่งว่ากันว่า องค์พระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่บนฐานไพทีหน้าองค์เจดีย์ทรงกลมที่วัดแห่งนี้ ที่วัดนี้เราจะได้เห็นซากพระพุทธรูปที่ทำจากศิลาแลงนับเป็นสิบๆ องค์

หลังจากเที่ยวลัดเลาะชมความงดงามของสถาปัตยกรรมโบราณแห่งนี้โดยทั่วแล้ว จึงเดินทางต่อไปยังกลุ่มวัดนอกกำแพงเมือง ซึ่งมีพื้นที่เกือบ ๒ พันไร่ มีวัดขนาดใหญ่มากกว่า ๔๐ วัด วัดที่น่าแวะชม คือ วัดพระนอน ซึ่งสันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และบูรณะก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยอยุธยา

ที่วัดพระนอนนี้เองคือที่มาของคำขวัญจังหวัดกำแพงเพชรที่ว่า “ศิลาแลงใหญ่”

ศิลาแลงใหญ่ในที่นี้ก็คือ เสาในวิหารวัดพระนอนซึ่งมีจำนวนถึง ๑๒ ต้น แต่ละต้นป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ เป็นเสาศิลาแลงทั้งแท่งที่ตัดขึ้นมาจากบ่อแลง ซึ่งต่างจากโบราณสถานแห่งอื่นๆ ที่มักตัดศิลาแลงออกเป็นชิ้นส่วนแล้วนำมาก่อขึ้นรูปอีกที

ช้างศิลาแลงประดับด้วยลายปูนปั้น ที่วัดช้างรอบ

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่าเสาที่วิหารวัดพระนอนเป็นเสาศิลาแลงที่ใหญ่ที่สุดในโลก !

เมื่อได้เข้าไปเดินชมอย่างใกล้ชิดก็ยิ่งสร้างความอัศจรรย์ใจในภูมิปัญญาช่างโบราณ ที่สามารถนำศิลาแลงน้ำหนักเป็นตันๆ ที่อยู่ใต้ดิน ขึ้นมาสร้างเป็นโบราณสถานได้อย่างยิ่งใหญ่งดงาม

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ยังได้สันนิษฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งศิลาแลงใน จ. กำแพงเพชร อีกว่า แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นเนินสูง ซึ่งอุดมไปด้วยศิลาแลง ไม่ใช่เป็นพื้นดินราบเหมือนปัจจุบัน แต่เมื่อมีการขุดศิลาแลงขึ้นมาใช้สร้างโบราณสถานในยุคนั้น ก็คงมีการปรับสภาพพื้นดินให้ราบเรียบตามไปด้วย

จากวัดพระนอน เดินผ่านหมู่ไม้นานาพันธุ์ที่แผ่กิ่งก้านให้ความร่มรื่น ไปตามเส้นทางลาดยางที่ทอดตัวยาวเชื่อมโบราณสถานเกือบทุกแห่งให้ถึงกัน ในที่สุดก็มาถึงวัดพระสี่อิริยาบถ ซึ่งมีจุดเด่นที่พระพุทธรูปยืนที่เหลืออยู่เพียงองค์เดียว นอกจากความงามอันอ่อนช้อยขององค์พระพุทธรูปแล้ว แกนองค์พระพุทธรูปยืนองค์นี้ยังสร้างขึ้นจากศิลาแลงทั้งองค์อีกด้วย

ช่างกำลังขุดแต่งบูรณะ ซ่อมแซมกำแพงเมืองโบราณ โดยใช้ศิลา แลงของใหม่เสริมเข้าไป

อีกวัดหนึ่งที่น่าสนใจคือ วัดช้างรอบ ซึ่งสร้างอยู่บนเนินศิลาแลงที่สูงกว่าวัดอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน องค์เจดีย์และช้างที่ล้อมรอบฐานองค์เจดีย์ที่นับได้ถึง ๖๘ เชือก ล้วนทำจากศิลาแลง ซึ่งศิลาแลงนี้ก็ไม่น่าจะขนย้ายมาไกล เพราะหน้าวัดช้างรอบยังเหลือร่องรอยบ่อศิลาแลงขนาดใหญ่ปรากฏอยู่

ปัจจุบันยังมีการสำรวจและขุดค้นพบแหล่งศิลาแลงหรือแลงใน จ. กำแพงเพชรได้ทั่วไป เช่น แหล่งแลงใน ต. น้ำดิบ อ. เมืองกำแพงเพชร ฯลฯ ซึ่งมีการขุดและตัดขึ้นมาเพื่อใช้บูรณะซ่อมแซมกำแพงเมืองในส่วนที่ชำรุดเสียหายให้งดงามดังเดิม บางส่วนก็ถูกนำไปใช้ในการประดับตกแต่งตามอาคารบ้านเรือน

แม้กาลเวลาจะล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานสักเท่าใด โบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรก็ยังเป็นหลักฐานที่ยืนยันในคุณค่าความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ของศิลาแลงนับพันนับหมื่นก้อน ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปสัมผัสเสน่ห์ของมันได้อย่างไม่รู้เลือน

บ่อศิลาแลง ต. น้ำดิบ อ. เมืองกำแพงเพชร
(ล้อมกรอบสัมภาษณ์)
รูปคุณชนิกา ศรีวรรธนศิลป์
ชนิกา ศรีวรรธนศิลป์
ชาวกรุงผู้หลงเสน่ห์เมืองกำแพงเพชร

“เสน่ห์ใกล้ตัวที่ทำให้ประทับใจ และผูกพันกับเมืองนี้มากที่สุดคือ ผู้คนและอาหารการกิน คนกำแพงเพชรเป็นคนใจดี ที่เมืองกำแพงเพชร ถ้าเราไปไหนแล้วไม่รู้ทาง คนที่นี่เขาก็จะบอก อาหารการกินก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นเมือง และบะหมี่ชากังราว ที่นักท่องเที่ยวชอบมาแวะกิน แถมอากาศก็ยังบริสุทธิ์มากๆ ด้วย”