

|


ทิวทัศน์ยามพระอาทิตย์ตก บนสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว
![]()
นักท่องเที่ยวเข้าแถวรอตรวจเอกสาร ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองลาว
![]()

หอพระแก้ว เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต
![]()
พระพุทธรูปประดิษฐาน หน้าหอพระแก้ว
![]()
พระพุทธรูปนับพันองค์ ประดิษฐานอยู่ในซุ้มเล็กๆ รอบระเบียงคดวัดศรีษะเกศ
![]()
ธาตุหลวง สูง ๔๕ เมตร มองเห็นได้แต่ไกล
![]()

ประตูชัย อนุสรณ์ผู้สละชีวิตในการต่อสู้เ รียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส
![]()

คนลาวเดินจับจ่ายสินค้า ในตลาดกลางเมืองเวียงจันทน์
![]()
|
นายรอบรู้ชวนเที่ยว: ดูสนุก ดูที่ไหน
เยือนหนองคาย เบิ่งเวียงจันทน์
ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
เรื่อง : เรื่อง : ธนปกรณ์ สุขสาลี, ยอด เนตรสุวรรณ
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง
หนองคายคือจังหวัดปลายทาง สุดท้ายบนเส้นทางถนนมิตรภาพ
หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ ที่เชื่อมภาคกลางกับอีสานให้ถึงกัน
นักเดินทางหลายคนใฝ่ฝัน ถึงการไปเยือนที่นี่สักครั้ง เพื่อรอชมปรากฏการณ์
บั้งไฟพญานาค บริเวณริมแม่น้ำโขง ที่อำเภอโพนพิสัย ในวันขึ้น
๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือวันออกพรรษา และท่องเที่ยวไปตามอำเภอต่างๆ
เพื่อสัมผัสความงดงามของเมืองหนองคาย เมืองที่ติดอันดับ เมืองน่าอยู่ระดับโลก
จากการคัดเลือกโดยนิตยสาร Modern Maturity ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
ค.ศ. ๒๐๐๑
แต่การเดินทางไปเยือนหนองคายครั้งนี้ เราจะพาไปเปิดประสบการณ์ใหม่
ด้วยการนั่งรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไปเบิ่งเวียงจันทน์
เมืองหลวงของประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป. ลาว ใน ๑ วัน
...ถ้าคุณจัดอยู่ในประเภทนักเดินทางกระเป๋าแฟบ แต่อยากไปเที่ยวต่างประเทศ เชิญมาทางนี้ !
เตรียมตัวข้ามแดน
เราออกจากที่พักแสนอบอุ่น ในตัวเมืองหนองคายราวแปดโมงเช้า
เดินทางไปที่ว่าการอำเภอเมืองหนองคาย เพื่อติดต่อทำใบผ่านแดนโดยไม่ทำต้องวีซ่า
เพียงแค่มีบัตรประชาชน รูปถ่าย ๑ นิ้ว ๒ รูป ค่าธรรมเนียม ๓๐ บาท
และค่าเขียนคำร้องอีก ๑๐ บาท บวกกับนั่งรออีกราวๆ ๒๐ นาที
เราก็ได้รับใบผ่านแดน (border pass) ไปย่ำเมืองเวียงจันทน์ได้
อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใบผ่านแดนนี้มีอายุให้เราอยู่ในลาวได้ถึง
๓ วัน แต่ถ้าคุณมีพาสปอร์ตติดตัวมาด้วย เพียงแค่นำไปยื่น
ก็มีเวลาอยู่เที่ยวในลาวได้นานถึง ๑ เดือนเต็ม
สำหรับคนที่จะขับรถยนต์มาเอง นอกจากรถของคุณต้องไม่ติดหนี้
กับไฟแนนซ์แล้ว เจ้าของรถหรือคนขับยังต้องมีเอกสาร
แสดงความเป็นเจ้าของไปด้วย เพราะเขากลัวการเชิดรถไปขายต่างแดน
ดังนั้นการขับรถไปเองอาจจะยุ่งยาก จึงขอแนะนำให้ไปเช่ารถฝั่งลาวดีกว่า
เพราะราคาเฉลี่ยก็ไม่แพงมาก มีรถให้เลือกทั้งรถเก๋ง รถสามล้อสกายแลป
แต่ถ้าคุณไม่มีปัญหาเรื่องดังกล่าว จะขับรถไปเองก็ไม่ว่ากัน แต่ควรเติมน้ำมัน
จากฝั่งไทยให้เต็มถัง เพราะราคาน้ำมันฝั่งลาวแพงกว่า! และที่ต้องไม่ลืมคือ
ระบบการจราจรในลาว ต่างจากบ้านเรา เพราะพวงมาลัยรถลาวอยู่ทางด้านซ้ายมือ
หากคนขับไม่ชำนาญอาจเกิดอุบัติเหตุได้ และหากเกิดขึ้นจริงๆ
การเดินทางของคุณครั้งนี้คงหมดสนุกแน่
ราวเก้าโมงเช้า แดดอุ่นๆ กำลังทอแสงรำไร เราไม่รอช้า ขับรถไปจอดไว้บริเวณ
ลานจอดรถเชิงสะพานมิตรภาพ จัดแจงพาตัวเองเดินลิ่ว ไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง
(ตม.) ฝั่งไทย เพื่อประทับตราผ่านแดน เมื่อถึงด่านนี้ เราจึงรู้ว่าข้อดีของการใช้ใบผ่านแดน
ข้ามไปเที่ยวฝั่งลาวคือ ใช้เวลาดำเนินการเรื่องเอกสาร น้อยกว่าการใช้พาสปอร์ตมากโขทีเดียว
เพราะคนมีพาสปอร์ตต้องกรอกเอกสารต่างๆ มากมาย ดีแต่ว่าเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าใบผ่านแดน
จากนั้นเราออกไปยืนหน้าด่าน รอขึ้นรถเมล์ที่วิ่งรับส่งผู้โดยสาร ไปกลับระหว่างฝั่งไทยกับฝั่งลาว
โดยมีสะพานมิตรภาพเป็นสิ่งเชื่อมโยงให้ถึงกัน
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรก
ที่สร้างเชื่อมสองประเทศ สร้างขึ้นโดยความร่วมมือของรัฐบาล
๓ ประเทศ คือ ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
และไทย เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก เปิดใช้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗
เชื่อมระหว่างบ้านจอมมณี อ. เมืองหนองคาย ไปยังบริเวณท่านาแร้ง
แขวงเวียงจันทน์ในฝั่งลาว ระยะทางจากสะพานนี้ ไปถึงตัวเมืองเวียงจันทน์ราว
๒๐ กิโลเมตร ระหว่างที่อยู่ในตัวเมืองหนองคาย ต้องไม่พลาดไปเดินเล่นบนสะพานมิตรภาพ
และนั่งอ้อยอิ่งเฝ้าชมแสงสุดท้าย ของตะวันก่อนลาลับริมฝั่งโขง
ไม่ต้องอธิบายให้มากความว่า สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้างดงามสักปานใด
พูดได้คำเดียวว่า สุดยอด !
เบิ่งเวียงจันทน์
ไทยกับลาวมีวัฒนธรรม คล้ายคลึงกันหลายอย่าง โดยเฉพาะภาษา
ซึ่งทำให้ไม่เป็นอุปสรรค ในการสื่อสารแต่ประการใด ข้อดีอีกอย่างของการมาเที่ยวลาว ก็คือ
คุณจะได้เป็นเศรษฐี ถือเงินแสนเงินล้าน (กีบ) เป็นกอบเป็นกำ
เมื่อเอาเงินบาท ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินกีบ ในอัตรา ๑ บาท ต่อ ๒๖๔ กีบ
ถ้าไม่อยากพกเงินจำนวนมาก ก็ใช้เงินบาทจ่ายแทนได้เหมือนกัน
แต่เวลาซื้อสินค้าต่างๆ ควรจะคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงิน
อย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือพกเครื่องคิดเครื่องเลขไปด้วยก็จะดี
เพราะถ้าเราใช้เงินบาท ซื้อสินค้าแล้วเหลือเศษ ๑ บาทหรือ ๒ บาท
แม่ค้าส่วนใหญ่ในลาวมักจะปัดเศษเงินขึ้น ไม่มีการทอนคืนเด็ดขาด
ทันทีที่เดินออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมืองลาว เราก็จัดแจงเช่ารถรับจ้าง
เพื่อใช้เดินทางไปเที่ยวนครเวียงจันทน์ รถเช่ามีให้เลือกหลายแบบ
ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ ราคาเฉลี่ยคันละ ๘๐๐-๑,๐๐๐ บาทต่อวัน รถสามล้อเล็ก
ที่เรียกว่า จัมโบ้ เป็นรถสามล้อเครื่องดัดแปลง มาจากรถมอเตอร์ไซค์
คล้ายรถสกายแลปของอีสานบ้านเรา ราคาคันละ ๕๐๐ บาทต่อวัน
ในที่สุดเราก็เลือกรถจัมโบ้เป็นพาหนะ โดยมีสารถีหนุ่มใหญ่ซึ่งตกลงกับเรา
ว่าจะพาไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยว ยอดฮิตของเมืองเวียงจันทน์ ๖ แห่ง
คือ วัดศรีเมือง หอพระแก้ว วัดศรีษะเกศ พระธาตุหลวง ประตูชัย และตลาด
ก่อนจะนำกลับมาส่งที่ด่านในเวลาไม่เกินสี่โมงเย็น
หลังจากทักทายกับพลขับ รถจัมโบ้ติดแอร์ธรรมชาติก็สตาร์ตเครื่อง
พาเราเดินทางไปสัมผัสทัศนียภาพ ต่างบ้านต่างเมืองตามทางรถแห่งชาติหมายเลข
๑๓ มุ่งหน้าสู่เมืองเวียงจันทน์ ภาพที่เราเห็นตลอดเส้นทางสายนี้
คือรถราที่วิ่งกันขวักไขว่ ทั้งรถเล็กรถใหญ่ สลับกับภาพบ้านเรือนรูปทรงต่างๆ
และท้องทุ่งนา ที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตคนลาว ว่าไม่ได้แตกต่างจากคนฝั่งไทยมากนัก
ยิ่งใกล้เวียงจันทน์มากเท่าไร เราก็ยิ่งได้เห็นความเจริญของเมืองแห่งนี้มากขึ้น
เวียงจันทน์ หรือ กำแพงนครเวียงจันทน์ เป็นเมืองหลวงของลาว
และเป็นศูนย์กลางความเจริญ ทั้งหมดของประเทศ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง
ตรงข้ามกับ อ. ศรีเชียงใหม่ จ. หนองคาย บริเวณที่ตั้งเมืองเวียงจันทน์
เคยเป็นเมืองเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เดิมเรียกว่าเมืองเวียงจันทน์เวียงคำ
จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๑๐๓ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง
ทรงย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบาง มาสร้างเมืองหลวงใหม่ที่เวียงจันทน์
เวียงจันทน์จึงกลายเป็นเมืองหลวง ของอาณาจักรล้านช้างมานับแต่บัดนั้น
แม้ว่าอดีตที่ผ่านมา เวียงจันทน์จะถูกทำลายลงหลายครั้ง
ทั้งโดยกองทัพไทยในสมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓
รวมทั้งจากกองทัพฮ่อ ที่บุกเข้าปล้นเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๕
แต่ต่อมาเมืองเวียงจันทน์ก็ได้รับการบูรณะ จนมีสภาพสมบูรณ์
และสวยงามอีกครั้ง และในยุคที่ฝรั่งเศสปกครองลาว เป็นเวลายาวนานกว่า
๑๐๐ ปี เวียงจันทน์ก็ได้รับการพัฒนา จนเป็นเมืองที่สวยงามที่สุด
ของเอเชียในยุคนั้น
เวียงจันทน์ในหนึ่งวัน
หลังจากเพลิดเพลินกับความงดงามของเมืองเวียงจันทน์ ไม่นานนัก
รถจัมโบ้คันงามก็มาจอดลง ณ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของโปรแกรมนี้
--วัดศรีเมือง สถานที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองนครเวียงจันทน์
ภายในวัดมีปรางค์กู่ ศิลาแลง แสดงถึงหลักเขตแดนสุดท้าย
ของอาณาจักรขอมที่แผ่อำนาจ มาปกคลุมดินแดนทางตอนเหนือด้วย
เราเดินเที่ยวชมความงดงาม ของสถาปัตยกรรมลาว ที่วัดศรีเมืองแห่งนี้เป็นการเรียกน้ำย่อย
จากนั้นพวกเราก็รีบบึ่งรถไปหอพระแก้ว ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต
ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
จะโปรดให้อัญเชิญมายังกรุงธนบุรี หอพระแก้วแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
ในปี พ.ศ. ๒๐๙๔ ซึ่งเป็นช่วงที่ย้ายเมืองหลวง จากหลวงพระบางมายังเวียงจันทน์
ปัจจุบันหอพระแก้วเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงโบราณวัตถุ ซึ่งรวบรวมจากหลายแหล่ง
มีทั้งที่เป็นศิลปะขอม ศิลปะลาว และศิลปะไทย
ยังไม่ทันหายตื่นตาตื่นใจ กับสถาปัตยกรรมลาวอันงดงาม ในหอพระแก้ว
เราก็เดินข้ามถนน เยื้องไปทางซ้ายประมาณ ๑๐๐ เมตร บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของวัดศรีษะเกศ
วัดเก่าแก่อายุเกือบ ๒๐๐ ปี ซึ่งพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ หรือพระเจ้าอนุวงศ์
โปรดให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๖๑ มีชื่อเต็มๆ ว่า วัดศรีษะเกศสตสหัสสาราม
สิ่งน่าสนใจภายในวัดแห่งนี้คือ ผนังระเบียงคดที่เจาะเป็นซุ้มเล็กๆ
สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปจำนวนถึง ๖,๘๔๐ องค์
ราวบ่ายโมง หลังจากอิ่มหนำสำราญ กับอาหารพื้นเมืองแบบง่ายๆ
ราคาเกือบแสน (กีบ) หรือประมาณ ๔๐๐ บาทเป็นที่เรียบร้อย
สารถีหนุ่มใหญ่ก็พาเราลัดเลาะ ไปตามย่านสำคัญในตัวเมืองเวียงจันทน์
ก่อนมุ่งตรงไปยังองค์พระธาตุหลวง แลเห็นความงดงาม
ขององค์พระธาตุสีทองโดดเด่นมาแต่ไกล
เราเดินฝ่าแสงแดดร้อนระอุ ในยามบ่ายบริเวณลานกว้างหน้าพระธาตุ
แล้วลอดซุ้มประตูเข้าไป ก่อนจะถึงพระธาตุ เป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์
พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ผู้ทรงโปรดให้สร้างพระธาตุนี้ขึ้นในปี พ.ศ.
๒๑๐๙ โดยสร้างครอบองค์พระธาตุศรีธรรมาโศกเดิม
ซึ่งเป็นพระธาตุเก่าแก่ตั้งแต่ยุคอาณาจักรศรีโคตรบอง
มีอายุร่วมสมัยกับพระธาตุพนมในบ้านเรา ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ทั้งได้สร้างพระธาตุองค์เล็กล้อมรอบอีก ๓๐ องค์ และตั้งชื่อพระธาตุที่สร้างขึ้นใหม่ว่า
พระธาตุโลกจุฬามณี แต่ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกขานว่า ธาตุหลวง
และถือเป็นศาสนสถาน คู่เมืองเวียงจันทน์มายาวนานกว่า ๔๐๐ ปี
หลังจากเดินชมความงดงามยิ่งใหญ่ ขององค์ธาตุหลวงแล้ว
เราก็นั่งรถไปเบิ่งประตูชัยที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับผู้เสียชีวิต
ในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส รูปลักษณ์ภายนอกดูคล้ายคลึงกับ Arc de Triomphe
หรือประตูชัยกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่ลวดลายปูนปั้นภายใน กลับตกแต่งด้วยศิลปะลาวอย่างวิจิตรงดงาม
ส่วนชั้นบนของประตูชัย สามารถเดินขึ้นไปชมทัศนียภาพ เมืองเวียงจันทน์ได้ในมุมสูง
ประตูชัยคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใ นฝันของชาวลาว เพราะเราเห็นชาวลาวจำนวนมาก
เดินทางมานั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจที่นี่ พร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
เหลือเวลาอีกไม่มากนัก เราจึงออกเดินทางไปพักหลบแดด ด้วยการแวะชอปปิงสินค้า
ในตลาดย่านกลางเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งคล้ายกับตลาดคลองถมในกรุงเทพฯ แต่มีขนาดเล็กกว่า
ที่นี่มีสินค้านานาชนิดจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า (ที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากฝั่งไทย
และราคาแพงมาก) ทองคำที่ราคาพอๆ กับบ้านเราก็มีให้เลือกเป็นสิบร้าน
และแล้วเวลาในการเดินทางอันแสนสนุกก็หมดลง แต่ความสุขจากการเดินทางข้ามโขง
ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำ และจะยังคงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว
ยังทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธ์พี่น้องสองฝั่งโขง
![]()
|