เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ จ. เพชรบูรณ์

แบ่งปันกันเลย >>
Digg
http%3A%2F%2Fwww.nairobroo.com%2Fnairobroo-take-flight%2Ftrip-to-thailand-by-slogan%2F968-phetchabun-slogan.html
 
คำขวัญประจำจังหวัด
เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว
ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง

“เมืองมะขามหวาน”

เพชรบูรณ์เป็นแหล่งปลูกมะขามหวานที่มีชื่อเสียงของไทย ด้วยสภาพดินและอากาศเอื้อต่อการเจริญเติบโตของมะขามหวานพันธุ์ดี

สภาพดินส่วนใหญ่ใน จ. เพชรบูรณ์เป็นดินร่วน มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ทั้งมีฝนตกไม่ชุกนัก มะขามหวานจึงเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับในดินยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียม มะขามหวานเพชรบูรณ์จึงมีรสหวานหอมต่างจากถิ่นอื่น พื้นที่ปลูกทั่วทั้งจังหวัดมีมากกว่า 6 หมื่นไร่ โดยปลูกกันมากใน อ. เมือง อ. ชนแดน อ. หล่มสัก และ อ. หล่มเก่า ผลผลิตรวมต่อปีประมาณ 18,000 ตัน

มะขามหวานที่ปลูกกันมีหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์ประกายทอง (ตาแป๊ะ) พันธุ์ศรีชมภู พันธุ์สีทอง (นายหยัด) พันธุ์หมื่นจง พันธุ์อินทผลัม พันธุ์ขันตี พันธุ์ฝักดาบ พันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์แสงอาทิตย์ (โคตรเพชร) เป็นต้น ทุกสายพันธุ์จะทยอยออกผลช่วงเดือน ธ.ค.-ก.พ. พันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากและมีราคาค่อนข้างสูงคือพันธุ์ประกายทอง ที่ชาวบ้านเรียกกันว่ามะขามหวานตาแป๊ะ ตามชื่อตาแป๊ะ หรือนายเจียง แซ่เฮง เกษตรกรบ้านโป่งตาเบ้า ต.ชนแดน อ.ชนแดน ผู้นำมาปลูก ลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้คือ ฝักตรงกลมใหญ่ ฝักสุกเปลือกจะบาง ผิวเรียบ เนื้อหนาสีน้ำผึ้ง เมล็ดเล็ก และรสหวานหอม

ปัจจุบันมีการส่งมะขามหวานพันธุ์สีทองออกไปขายยังต่างประเทศด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน อินเดีย ฯลฯ เนื่องจากพันธุ์นี้มีเปลือกหนา สะดวกต่อการขนส่ง


“อุทยานน้ำหนาว”

น้ำหนาวเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงของเพชรบูรณ์ มีธรรมชาติป่าเขาอันสวยงาม โดยเฉพาะป่าสนเขาในน้ำหนาวนั้นสวยงามติดอันดับต้นๆ ของประเทศ

อช. น้ำหนาวได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2515 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 5 ของไทย มีพื้นที่ประมาณ 603,750 ไร่ หรือ 966 ตร.กม. ครอบคลุม อ. หล่มสัก อ. หล่มเก่า อ. น้ำหนาว จ. เพชรบูรณ์ และ อ. คอนสาร จ. ชัยภูมิ อยู่บนทิวเขาเพชรบูรณ์ตะวันออก ซึ่งกั้นภาคเหนือและภาคอีสานออกจากกัน สภาพภูมิประเทศจึงเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน โดยมีภูผาจิตหรือภูด่านอีป้อง ภูเขายอดตัดที่มีความสูง 1,271 ม. จากระดับน้ำทะเล เป็นจุดสูงสุด

อช. น้ำหนาวเป็นแหล่งรวมป่าหลากประเภท แตกต่างกันไปตามระดับความสูง เริ่มตั้งแต่ป่าพื้นราบอย่างป่าดิบชื้น ถัดขึ้นไปเป็นป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนเขา และป่าดิบเขาซึ่งพบที่ระดับความสูงมากกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ป่าที่เป็นจุดเด่นที่สุดคือป่าสนเขา เช่น ป่าสนสองใบที่ดงแปก ป่าสนสามใบที่สวนสน ภูกุ้มข้าว สนยืนต้นเปลาตรงสูงกว่า 40 ม. กลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ต้นไม้ในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณจะพร้อมใจกันเปลี่ยนสีใบจากเขียวเป็นเหลืองแดง ก่อนจะปลิดใบร่วงหล่นในเดือน ก.พ.เพื่อลดการสูญเสียน้ำ เป็นการปรับตัวรับความแห้งแล้งที่กำลังมาถึง บริเวณภูหลังกงเกวียนเป็นจุดชมความงามของป่าเปลี่ยนสีที่ดีที่สุด

พื้นที่ทางทิศใต้ของป่าน้ำหนาวต่อเนื่องกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จึงเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น ช้าง เสือโคร่ง กระทิง วัวแดง หมาใน และค้างคาวใกล้สูญพันธุ์อย่างค้างคาวมงกุฎมาร์แชลและค้างคาวหูหนูยักษ์ นอกจากนี้ยังพบนกอีกกว่า ๒๕๐ ชนิด เช่น นกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง นกตั้งล้อ นกขมิ้นท้ายทอยดำ ฯลฯ ทั้งบริเวณนี้ยังเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำชี


“ศรีเทพเมืองเก่า”


ศรีเทพเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ อายุนับพันปี ในอดีตเป็นศูนย์กลางการติดต่อการค้าทางทะเล มีการค้นพบโบราณวัตถุสถานจำนวนมาก

เมืองศรีเทพที่ชาวบ้านเรียกว่าเมืองไพศาลีหรืออภัยสาลีนั้น ตั้งอยู่ริมหมู่บ้านบึงนาจาน ต. นาตะกุด อ. วิเชียรบุรี ห่างจากลำน้ำป่าสักราว 6 กม. มีพื้นที่ประมาณ 2,889 ไร่ หรือ 4.6224 ตร.กม. ปัจจุบันคือบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ หากพิจารณาจากภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นผังเมืองโบราณแห่งนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมนสองรูปติดกัน ลักษณะเป็นเมืองแฝดที่แบ่งเป็นส่วนเมืองในและส่วนเมืองนอก ล้อมรอบด้วยคูน้ำคันดิน

เมืองศรีเทพมีพัฒนาการมายาวนาน ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5-19 เริ่มจากชุมชนเล็กๆ ขยายตัวจนเป็นเมืองใหญ่ แบ่งได้เป็น 3 ช่วงสำคัญ คือ ช่วงก่อตั้งชุมชน ตอนปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์ราวพุทธศตวรรษที่ 5-7 ช่วงการติดต่อกับชุมชนภายนอก ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 7-11 เมืองศรีเทพมีการติดต่อค้าขายทางทะเลกับพ่อค้าชาวอินเดียและอาหรับ และช่วงเจริญรุ่งเรืองเป็นเมือง
ขนาดใหญ่ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-18 อันเป็นช่วงที่อาณาจักรทวารวดีและขอมมีอิทธิพลอยู่ในภูมิภาคนี้

ด้วยเหตุนี้จึงพบโบราณวัตถุสถานหลากยุคสมัยในเมืองโบราณนี้ เช่น โครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เทวรูปศิลาในศาสนาฮินดู แผ่นทองดุนรูปพระนารายณ์สี่กร (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นอร์ตันไซมอน สหรัฐอเมริกา) นอกจากนี้ยังพบปรางค์ศรีเทพ เขาคลังใน และธรรมจักรศิลาขนาดใหญ่ ที่ล้วนเป็นศิลปะในสมัยทวารวดี

เมืองศรีเทพเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของดินแดนนี้ เป็นความภาคภูมิใจของชาวเพชรบูรณ์


“เขาค้ออนุสรณ์”

เขาค้อ นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็น “สวิตเซอร์แลนด์ของเมืองไทย” แล้ว ในอดีตยังได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่สีชมพู เป็นสมรภูมิรบอันดุเดือดระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้ที่มีความคิดทางการเมืองแตกต่างกัน

เขาค้ออยู่ในเขต อ. เขาค้อ เป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาเพชรบูรณ์ตะวันตกที่สูงชัน มีพื้นที่ราว 812,500 ไร่ หรือ 1,300 ตร.กม. ชื่อ “เขาค้อ” มาจากต้นค้อ พืชตระกูลปาล์มที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปบนเขา ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีลำน้ำเข็ก ห้วยสะเดาพง และห้วยเสลียงแห้ง เป็นแหล่งน้ำสำคัญ ยามเช้ามีหมอกปกคลุมขาวโพลนตลอดทั้งปี จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “สวิตเซอร์แลนด์ของเมืองไทย”

ระหว่างปี 2508-2528 พื้นที่เขาค้ออันสงบงามต้องกลายเป็นสมรภูมิรบ เมื่อผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้บุกเข้ายึดพื้นที่รอยต่อระหว่าง 3 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย เพื่อดำเนินการทางการเมืองและการทหาร โดยมีเขาค้อเป็นฐานที่มั่นสำคัญ กระทั่งเกิดการสู้รบอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่สุดรัฐบาลไทยเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด

ปัจจุบันสถานที่ต่างๆ บนเขาค้อซึ่งเกี่ยวโยงกับการสู้รบในอดีต ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดังเช่น อนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ พิพิธภัณฑ์อาวุธ (ฐานอิทธิ) บ้าน ผ.ก.ค. โรงเรียนการเมืองการปกครองเขาค้อ และครกพลังน้ำบริเวณน้ำตกศรีดิษฐ์


“นครพ่อขุนผาเมือง”

ชาวเพชรบูรณ์ยกย่องให้พ่อขุนผาเมืองเป็นวีรบุรุษผู้สร้างเมืองเพชรบูรณ์ในปัจจุบัน

ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) มีข้อความกล่าวถึงพ่อขุนผาเมืองว่า เป็นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีนาวนำถม กษัตริย์แห่งกรุงศรีสัชนาลัย-สุโขทัย และเป็นพระราชบุตรเขยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 (พ.ศ. 1786-1838) กษัตริย์ขอมด้วย พระองค์เป็นผู้ปกครองเมืองราด (เชื่อกันว่าคือบริเวณ อ. หล่มสัก จ. เพชรบูรณ์ ในปัจจุบัน)

ในขณะนั้นกรุงศรีสัชนาลัย-สุโขทัยถูกขอมสมาดโขลญลำพงปกครองอยู่ พ่อขุนผาเมืองได้รวมกำลังกับพ่อขุนบางกลางท่าว เจ้าเมืองบางยาง นำไพร่พลเข้ายึดกรุงศรีสัชนาลัย-สุโขทัยคืน แม้พ่อขุนผาเมืองจะสืบเชื้อสายกษัตริย์แต่ก็มีความเกี่ยวดองกับเมืองขอม พระองค์จึงสละให้พ่อขุนบางกลางท่าวขึ้นเป็น “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” ครองกรุงสุโขทัย เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วงในปี พ.ศ. 1800 จากนั้นชื่อของพ่อขุนผาเมืองก็เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย แต่คุณงามความดีของพระองค์ยังคงเป็นที่เชิดชูของชาวเพชรบูรณ์สืบมา




( 0 Votes )
blog comments powered by Disqus