"นายรอบรู้" พาเที่ยว
เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ
เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ จ. ขอนแก่น

ขอนแก่นถือเป็นจังหวัดที่มีความเจริญสูงสุดจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การสื่อสาร คมนาคม รวมไปถึงเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค ทั้งยังเป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกด้วย
พระธาตุขามแก่น เสียงแคนดอกคูน ศูนย์รวมผ้าไหม ร่วมใจผูกเสี่ยว เที่ยวขอนแก่นนครใหญ่ ไดโนเสาร์สิรินธรเน สุดเท่เหรียญทองมวยโอลิมปิก
พระธาตุขามแก่น
พระธาตุขามแก่นนอกจากจะเป็นศูนย์รวมใจของคนขอนแก่นและชาวอีสานแล้ว นักวิชาการยังเชื่อว่าบริเวณที่ตั้งพระธาตุเคยเป็นชุมชนดั้งเดิมของเมืองขอนแก่นมาก่อน
พระธาตุขามแก่นตั้งอยู่ภายในวัดเจติยภูมิ ต. บ้านขาม อ. น้ำพอง องค์พระธาตุเป็นสถาปัตยกรรมล้านช้าง เจดีย์ทรงดอกบัวเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ยอดเจดีย์ประดับฉัตรทอง
พระธาตุนี้มีตำนานเกี่ยวโยงกับตำนานอุรังคธาตุที่กล่าวถึงการสร้างพระธาตุพนม จ. นครพนม ว่าหลังจากปลงพระศพของพระพุทธเจ้าแล้ว พระมหากัสสปะเถระได้แจกจ่ายพระบรมสารีริกธาตุไปยังเมืองต่างๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองกุสินาราที่พระพุทธองค์ทรงดับขันธ์ เจ้าเมืองอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลก็ได้เพียงพระอังคารธาตุ
ต่อมาพระมหากัสสปะเถระเป็นผู้นำในการก่อสร้างพระธาตุพนมเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ กษัตริย์เมืองโมรีย์ (ปัจจุบันอยู่ในกัมพูชา) ทราบข่าวจึงออกเดินทางพร้อมกับคณะอรหันต์ 9 องค์ อัญเชิญพระอังคารธาตุที่ได้มาไปบรรจุไว้ในพระธาตุพนม ระหว่างทางได้หยุดค้างแรมบนดอนมะขามซึ่งมีลำน้ำโอบล้อม โดยอัญเชิญพระอังคารธาตุไว้บนซากตอมะขามบนดอนนั้น วันรุ่งขึ้นเมื่อเดินทางไปถึง ปรากฏว่าพระธาตุพนมสร้างเสร็จแล้วจึงเดินทางกลับทางเดิม พบว่าตอมะขามที่เคยแห้งตายกลับเจริญงอกงามขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เหล่าพระอรหันต์จึงร่วมกันสร้างพระธาตุครอบตอมะขามและบรรจุพระอังคารธาตุนั้น เป็นที่มาของชื่อพระธาตุขามแก่น และชื่อ จ.ขอนแก่นในเวลาต่อมา
อ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักมานุษยวิทยา กล่าวว่า ตำนานพระธาตุต่างๆ ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญของเมืองโบราณมักเกี่ยวโยงกับประวัติของเมืองด้วย จึงสันนิษฐานว่าพระธาตุ
ขามแก่นเกี่ยวโยงกับการตั้งชุมชนในพื้นที่ อ. น้ำพอง ซึ่งมีการขุดค้นพบหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์คือ โครงกระดูกมนุษย์และเครื่องปั้นดินเผาอายุราว 2,500 - 1,000 ปี ที่บ้านค้อท่าโพธิ์ ต. สะดวก และแหล่งโบราณคดีโนนยาง (โคกยาง) ต. บัวใหญ่ ทั้งมีการค้นพบคูน้ำคันดินเมืองโบราณและใบเสมาสมัยทวารวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ที่บ้านท่าเสริม ต. น้ำพองด้วย
เสียงแคน
แคนเป็นเครื่องดนตรีสำคัญในการแสดงหมอลำ จ. ขอนแก่นถือเป็นศูนย์รวมของหมอแคนและหมอลำที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ
ในอดีตหมอลำที่เป็นที่ถูกอกถูกใจพ่อยกแม่ยกชาวอีสานมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหมอลำ จ. ขอนแก่น และกลุ่มหมอลำ จ. อุบลราชธานี ทั้งสองกลุ่มมีลีลาการร้องการเล่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หมอลำ หมอแคน มักอยู่ตามหมู่บ้านในชนบทห่างไกล ทำนาทำไร่เป็นอาชีพหลัก ในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์การติดต่อยากลำบาก จึงเกิดธุรกิจนายหน้าขึ้นในช่วงปี 2510 - 2514 และเกิดย่านซึ่งคณะหมอลำและหมอแคนไปรวมตัวตั้งสำนักงานบน ถ. เทพารักษ์ ใน อ. เมืองขอนแก่น หมอลำและหมอแคนที่มีชื่อเสียงก็เช่น ระเบียบ วาทะศิลป์, รัตนศิลป์ อินตาไทยราษฎร์ ซึ่งได้รับเชิญไปแสดงที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ขอนแก่น และแพร่ภาพไปทั่วอีสานจนมีการขนานนามเมืองขอนแก่นว่า “เมืองหมอแคน ดินแดนหมอลำ”
ดอกคูน
คูน ต้นไม้ประจำ จ.ขอนแก่น บานสะพรั่งในช่วงฤดูร้อน
ช่วงเดือน มี.ค. - พ.ค. ท่ามกลางความร้อนแล้ง ดอกไม้ริมทางอย่างดอกคูนหรือราชพฤกษ์จะผลิบานเป็นพวงระย้าสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผู้สัญจร นอกจากบน ถ. ศรีจันทร์ และรอบบึงแก่นนครในตัวเมืองขอนแก่นจะเต็มไปด้วยต้นคูนแล้ว ทางจังหวัดยังส่งเสริมให้ชาวขอนแก่นปลูกไว้ตามอาคารบ้านเรือนด้วย ในฤดูร้อนเมืองขอนแก่นจึงเหลืองอร่ามไปทั่ว เสมือนเป็นการต้อนรับเทศกาลเสียงแคนดอกคูนซึ่งตรงกับเทศกาลสงกรานต์
ศูนย์รวมผ้าไหม
มีการทอผ้าไหมในหลายอำเภอ โดยเฉพาะที่ อ. ชนบท เป็นแหล่งผลิตผ้ามัดหมี่สีสันสวยงาม
คนขอนแก่นมีฝีมือในการทอผ้า ในหลายหมู่บ้านยังคงสืบทอดทักษะนี้แก่ชนรุ่นหลัง เช่นที่บ้านหนองไฮ บ้านโพธิ์ทอง ต. โพนเพ็ก อ. มัญจาคีรี บ้านห้วยค้อ ต. หนองแวงนางเบ้า อ. พล และที่มีชื่อเสียงคือบ้านหัวฝาย ต. ปอแดง อ. ชนบท
พ.ศ.2534 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริส่งเสริมการทอผ้าไหมในภาคอีสาน ในปี 2540 จึงมีการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าไหมขึ้นหลายกลุ่ม ดังเช่นกลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝายใน อ. ชนบท ซึ่งยังคงอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิม เช่น ลายจี้เพชร ลายน้ำพองเครือ ลายหมี่กง ขณะเดียวกันก็พัฒนาลวดลายและสีสันตามความนิยมของคนรุ่นใหม่ เส้นไหมของที่นี่ได้จากตัวไหมที่เลี้ยงด้วยใบหม่อนธรรมชาติ กรอเป็นไหมเส้นใหญ่ เดิมมัดย้อมด้วยสีธรรมชาติโทนสีม่วง สีแดง และสีเม็ดมะขาม ต่อมามีการใช้สีย้อมผ้าแทน จึงมีสีที่หลากหลายขึ้น
ผ้าไหม อ. ชนบทได้รับรางวัลจากหลายสถาบัน อาทิ รางวัลชนะเลิศในงานผลิตภัณฑ์ไหมแห่งเอเชีย พ.ศ. 2535 ปีต่อมาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผ้าไหมไทย ประเภทผ้าปูม จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ปัจจุบันแหล่งผ้าไหมขยายเข้าสู่ตัวอำเภอ เช่น ถ. ศรีบุญเรืองที่กลายเป็นแหล่งจำหน่ายผ้าไหมแหล่งใหญ่
ร่วมใจผูกเสี่ยว
คนขอนแก่นประสบความสำเร็จในการนำประเพณีการผูกเสี่ยวมาแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อคราวเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 จากนั้นจึงจัดเป็นงานประจำปีสืบมา
พ.ศ. 2514 - 2520 ลัทธิคอมมิวนิสต์แพร่หลายไปทั่วภาคอีสาน เกิดความแตกแยกในชุมชน นายเลื่อน รัตนมงคล นายอำเภอ อ. เปือยน้อย เห็นความสำคัญของการผูกเสี่ยวของคนพื้นบ้านอีสานที่ส่งเสริมให้เกิดความรักความสามัคคีในชุมชน จึงนำประเพณีนี้มาเป็นเครื่องมือในการขจัดปัญหาดังกล่าว
การผูกเสี่ยวคือการผูกมิตรเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายระหว่างคนสองคนที่อยู่ในวัยเดียวกัน เพศเดียวกัน มีนิสัยใจคอคล้ายคลึงกัน บางพื้นที่นอกจากผูกข้อมือด้วยด้ายสีขาวแล้ว อาจมีสิ่งอื่นใช้ในพิธีผูกเสี่ยวด้วย อย่างมีดที่ใช้หนีบหมาก ด้ามจับสองข้างของมีดหมายถึงคู่เสี่ยวสองคนที่ต้องสมัครสมานสามัคคีกัน บางครั้งก็ใช้พริกกับเกลือ หมายถึงคู่เสี่ยวต้องรักษามิตรภาพเหมือนพริกที่คงความเผ็ดและเกลือที่รักษาความเค็ม หรือบางทีก็ทำบายศรี โดยมีหมอเป็นผู้ประกอบพิธี ปัจจุบันประเพณีการผูกเสี่ยวจัดขึ้นราวเดือน พ.ย. - ธ.ค. ในช่วงเทศกาลไหมและงานกาชาด จ. ขอนแก่น
เที่ยวขอนแก่นนครใหญ่
จ. ขอนแก่นได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคอีสาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเอื้อต่อการเดินทางท่องเที่ยว
จ. ขอนแก่นตั้งอยู่ตรงกลางของภาคอีสาน มีพื้นที่ 11,180.35 ตร.กม. ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ มีประชากรค่อนข้างหนาแน่นราว 1.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.7 ของประชากรทั้งประเทศ (ข้อมูลจากกรมการปกครอง พ.ศ. 2552) แบ่งการปกครองออกเป็น 25 อำเภอ
สมัยรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร (พ.ศ. 2506 - 2516) มีนโยบายพัฒนา จ. ขอนแก่นให้เป็นศูนย์กลางทางสังคม เศรษฐกิจ และการปกครองของภาคอีสาน ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515 - 2519) เพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองกับชนบท ส่งผลให้ขอนแก่นได้รับการพัฒนาในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง เช่นด้านการศึกษา มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นขึ้นในปี 2509 เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของภาคอีสาน
ในปี 2535 รัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ มีนโยบายส่งเสริมการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศอินโดจีน คือ พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยมี จ. ขอนแก่นเป็นเมืองชุมทางการค้าและการขนส่งผ่านทางหลวงหมายเลข 12 ไปยังเมืองมะละแหม่งในพม่า ทางหลวงหมายเลข 2 เชื่อมกับกรุงเทพฯ ทางทิศใต้ และเมืองเวียงจันทน์ของลาวทางทิศเหนือซึ่งต่อไปยังเมืองดานังในเวียดนามได้ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม มีโรงงานกว่า 1,200 โรง และมีฐานะเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เป็นที่ตั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ไดโนเสาร์สิรินธรเน
จ. ขอนแก่นเป็นแหล่งขุดค้นพบซากไดโนเสาร์ครั้งแรกของไทย เป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ชนิดใหม่ของโลก
ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลานในยุค 245 ล้านปีก่อน แต่เมื่อ 60 ล้านปีก่อนอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลก ไดโนเสาร์จึงสูญพันธุ์ไปในคราวนั้นเอง ซากไดโนเสาร์ที่ตายริมฝั่งแม่น้ำถูกดินตะกอนทับถม ราว 100 ล้านปีต่อมาดินตะกอนถูกบีบอัดกลายเป็นหิน แร่ธาตุในหินพวกแคลไซต์ เหล็กซัลไฟด์ และซิลิกา ซึมเข้าไปแทนที่แคลเซียมในกระดูก กลายเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ซึ่งคงโครงสร้างของกระดูกไว้ทุกประการ
ในประเทศไทยมีการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์หลายแห่ง ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในภาคอีสาน เช่นที่ อ. ภูเวียง จ. ขอนแก่น พ.ศ. 2519 นักธรณีวิทยาเข้าไปสำรวจแร่ยูเรเนียมในอุทยานแห่งชาติภูเวียง ได้พบฟอสซิลไดโนเสาร์โดยบังเอิญที่หลุมขุดค้นที่ 1 ถือเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบซากไดโนเสาร์ในไทย เมื่อตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ก็พบว่าเป็นซากไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก กินพืชเป็นอาหาร มีคอและหางยาว เดินสี่ขา สูงราว 3 ม. มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียส ราว 130 ล้านปีก่อน นักโบราณชีววิทยาตั้งชื่อว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae) เพื่อถวายพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และยังขุดค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์กินเนื้ออีก 2 ชนิดในบริเวณนี้ คือ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส (Siamotyrannus isanensis) ที่หลุมขุดค้นที่ 9 และ กินรีมิมัส (Ginnareemimus) บริเวณหลุมขุดค้นที่ 1
สุดเท่เหรียญทองมวยโอลิมปิก
สมรักษ์ คำสิงห์ ชาวขอนแก่น เป็นคนไทยผู้คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกจากการแข่งขันมวยสากลในปี 2539
สมรักษ์ คำสิงห์ เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ที่บ้านโนนสมบูรณ์ ต. โนนสมบูรณ์ อ. บ้านแฮด เริ่มชกมวยไทยตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ต่อมาได้เข้าเรียนในกรุงเทพฯ และเริ่มหัดชกมวยสากลสมัครเล่น กระทั่ง พ.ศ. 2528 เขาติดทีมชาติประเภทมวยสากลสมัครเล่นที่จะไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน แต่ตกรอบแรก ต่อมาในปี 2537 สมรักษ์ได้เหรียญทองเหรียญแรกจากการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 12 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น และปี 2538 ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ จ. เชียงใหม่
ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2539 ที่เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา สมรักษ์ขึ้นชกในรุ่นเฟเทอร์เวต (น้ำหนักไม่เกิน 57 กก.) ชนะคะแนน เซราฟิม โทโดรอฟ นักชกจากบัลแกเรีย ในรอบชิงชนะเลิศ คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกในประวัติศาสตร์การกีฬาไทยได้สำเร็จ
ขอขอบคุณ : อาจารย์ชลิต ชัยครรชิต ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานจังหวัดขอนแก่น
( 0 Votes )