"นายรอบรู้" พาเที่ยว
เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ
เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ จ. อุบลราชธานี
เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน
ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์
"เมืองดอกบัวงาม"
ดอกบัวนอกจากจะเป็นดอกไม้ประจำ จ. อุบลราชธานีแล้ว ยังมีความเกี่ยวโยงกับชื่อบ้านนามเมืองด้วย
ปี พ.ศ. 2311 เกิดความขัดแย้งในราชสำนักเวียงจันทน์ ระหว่างพระวอ พระตา กับเจ้าสิริบุญสารผู้ครองนครเวียงจันทน์ พระวอและพระตาจึงชักชวนชาวบ้านบางส่วนมาตั้งบ้านเมืองใหม่ที่บริเวณหนองบัวลุ่มภู (ปัจจุบันคือ จ. หนองบัวลำภู) และตั้งชื่อเมืองว่า "นครเขื่อนขันฑ์กาบแก้วบัวบาน" แต่เจ้าสิริบุญสารยังตามมารุกรานอยู่เสมอ จึงย้ายมาตั้งเมืองใหม่อีกคราที่ดอนมดแดง ริมแม่น้ำมูน เพื่อพึ่งอำนาจของผู้ครองนครจำปาสัก ก่อนจะเข้ามาสวามิภักดิ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
กระทั่งช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ท้าวคำผงโอรสของพระตาได้ย้ายเมืองมาตั้งในบริเวณที่เรียกว่า ดงอู่ผึ้ง ฝั่งซ้ายของแม่น้ำมูน ซึ่งก็คือที่ตั้ง จ. อุบลราชธานีในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพระราชทานนามเมืองว่า "อุบลราชธานีศรีวนาลัย" และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวคำผงครองเมือง โดยมีบรรดาศักดิ์เป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ นามเมืองและนามเจ้าเมืองล้วนมีความหมายถึงดอกบัว
อุบลราชธานีมีบัวสายเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด มีบัวหลวงปรากฏอยู่ในดวงตราประจำจังหวัด ปัจจุบันที่ตั้งเมืองเดิมไม่ปรากฏแหล่งบัวแล้ว ทว่าแหล่งบัวขนาดใหญ่ทั้งตามธรรมชาติและที่ชาวบ้านปลูกอยู่ที่บ้านปากน้ำ ต. กุดลาด อ. เมืองอุบลราชธานี
"แม่น้ำสองสี"
แม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูนไหลมาสบกันที่ จ. อุบลราชธานี สายน้ำสองสายมีสีแตกต่างกัน ดังที่คนท้องถิ่นกล่าว "โขงสีปูน มูนสีคราม"
แม่น้ำโขงไหลผ่าน อ. เขมราฐ อ. นาตาล อ. โพธิ์ไทร และ อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี โดยไหลจากขุนเขาสูงชันเป็นระยะทางยาวไกล กระแสน้ำจึงเชี่ยวกรากและกัดเซาะหน้าดินกรวดหินมาด้วย สายน้ำโขงจึงมีสีขุ่นโคลนที่บางคนบอกว่าคล้ายสีปูน ส่วนแม่น้ำมูนไหลผ่านอุบลราชธานีที่ อ. วารินชำราบ อ. พิบูลมังสาหาร อ. สิรินธร และ อ. โขงเจียม เป็นแม่น้ำสายสั้นๆ เต็มไปด้วยแก่งหิน ซึ่งเป็นเหมือนฝายชะลอความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ สายน้ำมูนจึงใส มองเห็นเป็นสีคราม
เมื่อแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูนไหลมาสบกันบริเวณดอนด่านปากมูน หลังวัดโขงเจียม อ. โขงเจียม จึงเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า "แม่น้ำสองสี" ช่วงที่เห็นความแตกต่างชัดเจนคือเดือน ธ.ค.-ก.พ. อันเป็นช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำทั้งสองสายลดต่ำลง
"มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน"
แก่งหิน หาดทราย ฝูงปลา ล้วนเป็นสิ่งสร้างชื่อเสียงให้ จ. อุบลราชธานีเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ
แม่น้ำโขงและแม่น้ำมูนเป็นแหล่งปลาน้ำจืดรสชาติดี บริเวณริมฝั่งมีหาดทราย เช่นหาดทรายวัดใต้ และชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม ส่วนกลางลำน้ำมีเกาะแก่งที่บางแห่งมีความงามเลื่องชื่อ เช่น แก่งตะนะ ที่ อ. โขงเจียม แก่งสะพือ ที่ อ. พิบูลมังสาหาร ในลำน้ำมูน สามพันโบก ที่ อ. โพธิ์ไทร ในลำน้ำโขง เป็นต้น
แก่งหิน หาดทราย ฝูงปลา มีความเกี่ยวโยงเป็นระบบนิเวศที่น่าสนใจ ดังเช่นที่ อ. เขมราฐ และ อ. โขงเจียม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลาแซบหลายนั้น เป็นบริเวณที่พบปลาน้ำจืดหลายชนิดในปริมาณมาก พื้นที่จะสมบูรณ์ด้วยป่าบุ่งป่าทามที่เป็นทั้งแหล่งอาหารของปลาและที่วางไข่ นอกจากนี้ในลำน้ำยังเต็มไปด้วยเกาะแก่ง รวมถึงโบก (หลุมลึกบนพื้นผิวหินที่เกิดจากกระแสน้ำกัดกร่อน) ซึ่งเป็นที่อาศัยวางไข่ของปลาบางชนิด
"ถิ่นไทยนักปราชญ์"
คนอีสานมีคำกล่าวว่า "ถ้าอยากเป็นนักมวยให้ไปโคราช หากอยากเป็นนักปราชญ์ให้มาอุบลฯ"
คำกล่าวนี้มิได้เกินจริง เพราะเมืองอุบลเต็มไปด้วยนักปราชญ์ทั้งทางโลกและทางธรรม
ครูสลา คุณวุฒิ นักแต่งเพลงลูกทุ่งอัจฉริยะ หมอลำคูณและหมอลำจอมศรี ครูเพลงหมอลำที่ได้รับการบันทึกแผ่นเสียงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หมอลำฉวีวรรณ พันธุ ศิลปินแห่งชาติปี 2536 อุส่าห์ จันทรวิจิต และ ประดับ ก้อนแก้ว ศิลปินช่างเทียนผู้ทำให้งานประเพณีแห่เทียนพรรษาเป็นที่รู้จัก ดร. บำเพ็ญ ณ อุบล ปรีชา พิณทอง ปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นชาวอุบลราชธานี
ส่วนทางธรรมนั้น ในยุคสร้างบ้านแปงเมือง ชาวพุทธทั้งชาวไทยและชาวลาวล้วนเคารพศรัทธาสำเร็จลุน พระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ในปัจจุบันพระอาจารย์ทั้งพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และพระอาจารย์ชา สุภัทโท ต่างมีนิวาสสถานเดิมอยู่ใน จ. อุบลราชธานี
“ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา”
"หลอมเทียน หลอมบุญ หลอมใจ" เป็นกุศโลบายที่หลอมรวมชาวอุบลราชธานีเพื่อช่วยกันสืบสานประเพณีแห่เทียนพรรษาที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ในอดีตชาวบ้านจะนำเทียนมาหลอมรวมกันเป็นเทียนเล่มใหญ่ตกแต่งด้วยกระดาษสีและเชือกนำไปถวายวัด ล่วงถึง พ.ศ. 2444 พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ ทรงริเริ่มให้นำเทียนพรรษาของแต่ละวัดมาแห่ประกวดกัน จนกลายเป็นขนบปฏิบัติสืบมาจนปัจจุบัน
เทียนพรรษาเมืองอุบลมี 3 ลักษณะ คือ เทียนติดลายแบบดั้งเดิม เทียนลายดอก และเทียนแกะสลัก เมื่อถึงช่วงออกพรรษา ชาวอุบลจะนำรถแห่เทียนพรรษาที่ตกแต่งอย่างสวยงามมาประกวดกันบริเวณทุ่งศรีเมืองใน อ. เมือง
นอกจากนี้ศิลปกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาที่ปรากฏใน จ. อุบลราชธานี ดังเช่น จิตรกรรมฝาผนังในหอพระบาทและหอไตรที่วัดทุ่งศรีเมือง ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบกที่วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ รางสรงน้ำทรงแกะสลักเป็นรูปพญานาค กากะเยียหรือรางโค้งสำหรับรองรับใบลานเวลาพระสงฆ์เทศนา ที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ล้วนเป็นสิ่งยืนยันถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวอุบล
"ผาแต้มก่อนประวัติศาสาตร์"
ภาพเขียนสีบนผนังผาแต้มมีพัฒนาการมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุไม่น้อยกว่า 3,000 ปี
ผาแต้มเป็นส่วนหนึ่งของเขาทาม ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้มที่ อ. โขงเจียม มีลักษณะเป็นเพิงผาสูง มีไหล่เขาเป็นทางเดินไปตามเพิงผายาวเหยียด จากเพิงผามองเห็นลำน้ำโขงไหลคดเคี้ยวอยู่เบื้องล่างท่ามกลางป่าเขียวขจี อ. ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดี สันนิษฐานว่า มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรมเลือกผาแต้มเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เช่นการขอฝนจากสิ่งเหนือธรรมชาติ จึงมีการเขียนภาพสีรูปลักษณ์ต่างๆ จำนวนมากไว้บนผนังผา เพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ภาพเขียนสีที่ผาแต้มเขียนไปตามแนวยาวของผนังเป็นระยะทางเกือบ 1 กม. แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่ม 1-ผาขาม เป็นภาพปลาขนาดใหญ่ ช้าง และโครงร่างของสัตว์สี่เท้าที่พร่าเลือนไปมากแล้ว กลุ่ม 2-ผาแต้ม เป็นภาพช้าง ปลาบึก ฝ่ามือ และภาพคล้ายเครื่องมือหาปลาที่เรียกว่าตุ้ม กลุ่ม 3-ผาหมอนน้อย เป็นภาพการเพาะปลูกและรูปเรขาคณิต กลุ่ม 4-ผาหมอน เป็นภาพคล้ายคนนุ่งกระโปรงบานเท้าเอวและภาพการล่าสัตว์
( 2 Votes )