เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ จ. อุบลราชธานี

แบ่งปันกันเลย >>
Digg
http%3A%2F%2Fwww.nairobroo.com%2Fnairobroo-take-flight%2Ftrip-to-thailand-by-slogan%2F1014-ubonratchathani-slogan.html
 
คำขวัญประจำจังหวัด
เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน
ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์

"เมืองดอกบัวงาม"

ดอกบัวนอกจากจะเป็นดอกไม้ประจำ จ. อุบลราชธานีแล้ว ยังมีความเกี่ยวโยงกับชื่อบ้านนามเมืองด้วย

ปี พ.ศ. 2311 เกิดความขัดแย้งในราชสำนักเวียงจันทน์ ระหว่างพระวอ พระตา กับเจ้าสิริบุญสารผู้ครองนครเวียงจันทน์  พระวอและพระตาจึงชักชวนชาวบ้านบางส่วนมาตั้งบ้านเมืองใหม่ที่บริเวณหนองบัวลุ่มภู (ปัจจุบันคือ จ. หนองบัวลำภู) และตั้งชื่อเมืองว่า "นครเขื่อนขันฑ์กาบแก้วบัวบาน" แต่เจ้าสิริบุญสารยังตามมารุกรานอยู่เสมอ จึงย้ายมาตั้งเมืองใหม่อีกคราที่ดอนมดแดง ริมแม่น้ำมูน เพื่อพึ่งอำนาจของผู้ครองนครจำปาสัก ก่อนจะเข้ามาสวามิภักดิ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

กระทั่งช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ท้าวคำผงโอรสของพระตาได้ย้ายเมืองมาตั้งในบริเวณที่เรียกว่า ดงอู่ผึ้ง ฝั่งซ้ายของแม่น้ำมูน ซึ่งก็คือที่ตั้ง จ. อุบลราชธานีในปัจจุบัน  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพระราชทานนามเมืองว่า "อุบลราชธานีศรีวนาลัย" และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวคำผงครองเมือง โดยมีบรรดาศักดิ์เป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์  นามเมืองและนามเจ้าเมืองล้วนมีความหมายถึงดอกบัว

อุบลราชธานีมีบัวสายเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด มีบัวหลวงปรากฏอยู่ในดวงตราประจำจังหวัด  ปัจจุบันที่ตั้งเมืองเดิมไม่ปรากฏแหล่งบัวแล้ว ทว่าแหล่งบัวขนาดใหญ่ทั้งตามธรรมชาติและที่ชาวบ้านปลูกอยู่ที่บ้านปากน้ำ ต. กุดลาด  อ. เมืองอุบลราชธานี


"แม่น้ำสองสี"

แม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูนไหลมาสบกันที่ จ. อุบลราชธานี  สายน้ำสองสายมีสีแตกต่างกัน ดังที่คนท้องถิ่นกล่าว "โขงสีปูน มูนสีคราม"

แม่น้ำโขงไหลผ่าน อ. เขมราฐ อ. นาตาล อ. โพธิ์ไทร และ อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี โดยไหลจากขุนเขาสูงชันเป็นระยะทางยาวไกล กระแสน้ำจึงเชี่ยวกรากและกัดเซาะหน้าดินกรวดหินมาด้วย สายน้ำโขงจึงมีสีขุ่นโคลนที่บางคนบอกว่าคล้ายสีปูน  ส่วนแม่น้ำมูนไหลผ่านอุบลราชธานีที่ อ. วารินชำราบ อ. พิบูลมังสาหาร อ. สิรินธร และ อ. โขงเจียม  เป็นแม่น้ำสายสั้นๆ เต็มไปด้วยแก่งหิน ซึ่งเป็นเหมือนฝายชะลอความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ สายน้ำมูนจึงใส มองเห็นเป็นสีคราม

เมื่อแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูนไหลมาสบกันบริเวณดอนด่านปากมูน หลังวัดโขงเจียม อ. โขงเจียม จึงเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า "แม่น้ำสองสี"  ช่วงที่เห็นความแตกต่างชัดเจนคือเดือน ธ.ค.-ก.พ. อันเป็นช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำทั้งสองสายลดต่ำลง


"มีปลาแซบหลาย  หาดทรายแก่งหิน"

แก่งหิน หาดทราย ฝูงปลา ล้วนเป็นสิ่งสร้างชื่อเสียงให้ จ. อุบลราชธานีเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

แม่น้ำโขงและแม่น้ำมูนเป็นแหล่งปลาน้ำจืดรสชาติดี  บริเวณริมฝั่งมีหาดทราย เช่นหาดทรายวัดใต้ และชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม ส่วนกลางลำน้ำมีเกาะแก่งที่บางแห่งมีความงามเลื่องชื่อ เช่น แก่งตะนะ ที่ อ. โขงเจียม แก่งสะพือ ที่ อ. พิบูลมังสาหาร ในลำน้ำมูน  สามพันโบก ที่ อ. โพธิ์ไทร ในลำน้ำโขง เป็นต้น

แก่งหิน หาดทราย ฝูงปลา มีความเกี่ยวโยงเป็นระบบนิเวศที่น่าสนใจ ดังเช่นที่ อ. เขมราฐ และ อ. โขงเจียม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลาแซบหลายนั้น เป็นบริเวณที่พบปลาน้ำจืดหลายชนิดในปริมาณมาก พื้นที่จะสมบูรณ์ด้วยป่าบุ่งป่าทามที่เป็นทั้งแหล่งอาหารของปลาและที่วางไข่  นอกจากนี้ในลำน้ำยังเต็มไปด้วยเกาะแก่ง รวมถึงโบก (หลุมลึกบนพื้นผิวหินที่เกิดจากกระแสน้ำกัดกร่อน) ซึ่งเป็นที่อาศัยวางไข่ของปลาบางชนิด


"ถิ่นไทยนักปราชญ์"

คนอีสานมีคำกล่าวว่า "ถ้าอยากเป็นนักมวยให้ไปโคราช หากอยากเป็นนักปราชญ์ให้มาอุบลฯ"

คำกล่าวนี้มิได้เกินจริง เพราะเมืองอุบลเต็มไปด้วยนักปราชญ์ทั้งทางโลกและทางธรรม

ครูสลา คุณวุฒิ นักแต่งเพลงลูกทุ่งอัจฉริยะ  หมอลำคูณและหมอลำจอมศรี ครูเพลงหมอลำที่ได้รับการบันทึกแผ่นเสียงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  หมอลำฉวีวรรณ พันธุ ศิลปินแห่งชาติปี 2536  อุส่าห์ จันทรวิจิต และ ประดับ ก้อนแก้ว ศิลปินช่างเทียนผู้ทำให้งานประเพณีแห่เทียนพรรษาเป็นที่รู้จัก  ดร. บำเพ็ญ ณ อุบล  ปรีชา พิณทอง ปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น  บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นชาวอุบลราชธานี

ส่วนทางธรรมนั้น ในยุคสร้างบ้านแปงเมือง ชาวพุทธทั้งชาวไทยและชาวลาวล้วนเคารพศรัทธาสำเร็จลุน พระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน  ในปัจจุบันพระอาจารย์ทั้งพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และพระอาจารย์ชา สุภัทโท ต่างมีนิวาสสถานเดิมอยู่ใน จ. อุบลราชธานี


“ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา”

"หลอมเทียน หลอมบุญ หลอมใจ" เป็นกุศโลบายที่หลอมรวมชาวอุบลราชธานีเพื่อช่วยกันสืบสานประเพณีแห่เทียนพรรษาที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

ในอดีตชาวบ้านจะนำเทียนมาหลอมรวมกันเป็นเทียนเล่มใหญ่ตกแต่งด้วยกระดาษสีและเชือกนำไปถวายวัด  ล่วงถึง พ.ศ. 2444 พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ ทรงริเริ่มให้นำเทียนพรรษาของแต่ละวัดมาแห่ประกวดกัน จนกลายเป็นขนบปฏิบัติสืบมาจนปัจจุบัน

เทียนพรรษาเมืองอุบลมี 3 ลักษณะ คือ เทียนติดลายแบบดั้งเดิม เทียนลายดอก และเทียนแกะสลัก  เมื่อถึงช่วงออกพรรษา ชาวอุบลจะนำรถแห่เทียนพรรษาที่ตกแต่งอย่างสวยงามมาประกวดกันบริเวณทุ่งศรีเมืองใน อ. เมือง

นอกจากนี้ศิลปกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาที่ปรากฏใน จ. อุบลราชธานี ดังเช่น จิตรกรรมฝาผนังในหอพระบาทและหอไตรที่วัดทุ่งศรีเมือง ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบกที่วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ รางสรงน้ำทรงแกะสลักเป็นรูปพญานาค กากะเยียหรือรางโค้งสำหรับรองรับใบลานเวลาพระสงฆ์เทศนา ที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ล้วนเป็นสิ่งยืนยันถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวอุบล


"ผาแต้มก่อนประวัติศาสาตร์"

ภาพเขียนสีบนผนังผาแต้มมีพัฒนาการมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุไม่น้อยกว่า 3,000 ปี

ผาแต้มเป็นส่วนหนึ่งของเขาทาม ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้มที่ อ. โขงเจียม มีลักษณะเป็นเพิงผาสูง มีไหล่เขาเป็นทางเดินไปตามเพิงผายาวเหยียด จากเพิงผามองเห็นลำน้ำโขงไหลคดเคี้ยวอยู่เบื้องล่างท่ามกลางป่าเขียวขจี  อ. ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดี สันนิษฐานว่า มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรมเลือกผาแต้มเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เช่นการขอฝนจากสิ่งเหนือธรรมชาติ จึงมีการเขียนภาพสีรูปลักษณ์ต่างๆ จำนวนมากไว้บนผนังผา เพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

ภาพเขียนสีที่ผาแต้มเขียนไปตามแนวยาวของผนังเป็นระยะทางเกือบ 1 กม. แบ่งเป็น 4 กลุ่ม  กลุ่ม 1-ผาขาม เป็นภาพปลาขนาดใหญ่ ช้าง และโครงร่างของสัตว์สี่เท้าที่พร่าเลือนไปมากแล้ว  กลุ่ม 2-ผาแต้ม เป็นภาพช้าง ปลาบึก ฝ่ามือ และภาพคล้ายเครื่องมือหาปลาที่เรียกว่าตุ้ม  กลุ่ม 3-ผาหมอนน้อย เป็นภาพการเพาะปลูกและรูปเรขาคณิต  กลุ่ม 4-ผาหมอน เป็นภาพคล้ายคนนุ่งกระโปรงบานเท้าเอวและภาพการล่าสัตว์


( 2 Votes )
blog comments powered by Disqus