NaiRobRoo.com | เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ จ. พัทลุง

11


พัทลุง: เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประวัติยาวนานสืบได้ถึงสมัยศรีวิชัยหรือ ราวพุทธศตวรรษที่ 9- 13 และยังเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ บางก็ว่าเมืองพัทลุงเป็นต้นกำเนิดของมโนราห์และหนังตะลุง นอกจากนี้ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลากทางด้านทิศตะวันตกเป็นเทือกเขาบรรทัดอันมีน้ำตกสวยงามกระจายอยู่หลายแห่ง ส่วนทางทิศตะวันอออกเป็นที่ราบลุ่มทะเลสาบสงขลา แหล่งปลูกข้าวที่ใหญ่เป็นอันดับสองของภาคใต้ ทั้งยังมีข้าวพันธุ์ลักษณะพิเศษอีกด้วย ทะเลสาบสงขลาก็เป็นที่เที่ยวโดดเด่นของจังหวัด โดยเฉพาะทะเลน้อย แหล่งดูบัวสายและนกน้ำนานาชนิด  พัทลุงจึงเป็นจังหวัดที่น่าท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของภาคใต้ 


คำขวัญประจำจังหวัด : เมืองหนังโนรา อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน 


“เมืองหนัง”


1  

 

เชื่อกันว่าคำเรียก “หนังตะลุง” มาจากชื่อเมืองพัทลุง มีผู้สันนิษฐานว่าหนังตะลุงน่าจะได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ พ้องกับที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงทำเชิงอรรถไว้ในหนังสือตำนานละครอิเหนาว่า “หนังตะลุงเป็นของใหม่ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ พวกชาวบ้าน(ควนมะพร้าว) แขวงจังหวัดพัทลุงคิดเอาอย่างหนังแขก(ชวา) มาเล่นเป็นเรื่องไทยขึ้นก่อน แล้วจึงแพร่หลายไปที่อื่น  ในมณฑลนั้นเรียกกันว่าหนังควนเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์(วรบุนนาค) พาเข้ามากรุงเทพฯ ได้เล่นถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรกที่บางปะอิน เมื่อปีชวด พ.ศ.๒๔๑๙”  ชื่อ “หนังควน” เปลี่ยนเป็น “หนังพัทลุง” ก็เนื่องมาจากชาวกรุงเทพฯ ได้เห็นการแสดงจากเมืองพัทลุงเป็นกลุ่มแรกจึงเรียก “หนังพัทลุง” ตามชื่อเมืองต่อมาเพี้ยนเป็น “หนังตะลุง” แหล่งทำตัวหนังและคณะหนังตะลุงมีมากที่ อ.บางแก้วและ อ.เขาชัยสน  ในอดีตนิยมเล่นเรื่องรามเกียรติ์แต่ปัจจุบันมักนำนิยายสมัยใหม่มาดัดแปลง  สิ่งนี้มีส่วนช่วยให้หนังตะลุงยังคงเป็นที่นิยมอยู่จนทุกวันนี้

“โนรา”


3

 

“โนรา” การแสดงพื้นเมืองของภาคใต้เดิมเรียกว่า “ชาตรี” นั้นผู้แสดงต้องใช้ความสามารถทั้งการร้องและรำการแสดงมีทั้งแสดงเป็นเรื่องและแสดงในพิธีกรรมเมื่อการแสดงโนราซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับละครแพร่สู่ภาคกลางจึงถูกเรียกว่า“ละครชาตรี”มีผู้คิดนำเนื้อเรื่องบางตอนของนิทานเรื่องพระสุธนเช่นตอนพรานบุญจับนางกินรีได้นางมโนราห์มาดัดแปลงเล่นเป็นละครชาตรีจนเป็นที่ติดใจผู้ชมหลังจากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายบางส่วนและคิดท่ารำเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับลีลาของกินรีเมื่อเล่นเรื่องนี้บ่อยเข้าชาวบ้านก็พากันเรียกการแสดงนี้ว่า “มโนราห์” แล้วกลายเป็น“โนรา” ในที่สุด 
    มีตำนานเกี่ยวกับโนราเล่าต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งนางนวลทองสำลี พระธิดาเจ้าเมืองพัทลุง เกิดอยากเสวยดอกบัวเมื่อเสวยแล้วก็ตั้งครรภ์ พระบิดากริ้วด้วยคิดว่าพระธิดาไปได้เสียกับมหาดเล็ก จึงเนรเทศนางโดยลอยแพไปพร้อมพระพี่เลี้ยงและสนมกำนัล แพนั้นลอยไปติดที่เกาะกะชัง แล้วนางนวลทองสำลีก็ให้กำเนิดบุตรชายชื่อ “เจ้าชายน้อย” จากนั้นนางฝันว่าเทพมาสอนร่ายรำ จึงนำท่ารำนั้นไปสอนบุตร ต่อจนเจ้าชายน้อยมีฝีมือเป็นที่เลื่องลือและได้ไปรำต่อหน้าเจ้าเมืองพัทลุง เจ้าเมืองพอใจมาก สอบถามความเป็นมากระทั่งทราบว่าเป็นตาหลานกัน จึงถอดเครื่องทรงให้หลานสวมใส่ กลายเป็นต้นแบบของเครื่องแต่งกายโนรา ส่วนเจ้าชายน้อยก็ได้รับการสถาปนาเป็นขุนศรีศรัทธา ปัจจุบันมีรูปปั้นของขุนศรีศรัทธาอยู่ที่วัดท่าแค อ.เมืองซึ่งเป็นสถานที่ที่เหล่าโนรามารวมตัวกันเพื่อทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่าโนราโรงครู ในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมด้วย 
    โนราชาวพัทลุงที่โด่งดังมากคือ ขุนอุปถัมภ์นรากร(พุ่มช่วยพูลเงิน)ได้ออกแสดงทั่วภาคใต้ตลอดไปจนถึงประเทศมาเลเซียจนได้สมญานามว่า “พุ่มเทวา” (หมายถึงผู้มีท่ารำสวยเหมือนเทวดา)ท่านถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๖

“อู่นาข้าว”

 

                                                                                             5

ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ การผลิตข้าวออกสู่ตลาดเป็นมูลเหตุให้เมืองพัทลุงเติบโตขึ้นจนกลายเป็นคู่แข่งของเมืองสงขลา มีบันทึกว่ามีการทำนาในที่ดินของวัดและอาศัยคนของวัดจำนวนมาก เมื่อได้ผลผลิตก็ระบายไปสู่ตลาดในจีนโดยผ่านทางเมืองสงขลา
   พัทลุงมีพื้นที่เหมาะแก่การทำนามากกว่าจังหวัดอื่นในภาคใต้ ด้วยภูมิประเทศสูงชันทางทิศตะวันตกและลาดต่ำลงทางทิศตะวันออก น้ำจึงระบายลงสู่ทะเลได้เร็วแม้ฝนตกชุก ผืนนาส่วนใหญ่อยู่ใน อ.ควนขนุน อ.บางแก้ว อ.เขาชัยสน และ อ.ปากพะยูนปัจจุบันทั้งจังหวัดมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีประมาณ ๒๘๙,๐๐๐ ไร่ข้าวนาปรังประมาณ ๑๑๗,๐๐๐ ไร่ ข้าวที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์เล็บนก พันธุ์เฉี้ยงพัทลุง พันธุ์ชัยนาท ๑ พันธุ์ปทุมธานี ๑ พันธุ์สุพรรณบุรี ๒ และ พันธุ์ กข.๓๗ โดยมีผลผลิตรวมปีละ ๒๐๓,๐๐๐ ตัน
    ข้าวสังข์หยดพัทลุง เป็นข้าวพื้นเมืองพันธุ์หนึ่งของจังหวัด มีลักษณะพิเศษ คือ มีเมล็ดเรียวเล็ก เยื่อหุ้มสีแดง เมื่อหุงสุกจะนุ่ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ และคุณค่าทางโภชนาการสูง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วย


“พราวน้ำตก”

6

 

พื้นที่ด้านทิศตะวันตกของพัทลุงเป็นที่สูง มีเทือกเขาบรรทัดทอดผ่าน เป็นต้นน้ำของน้ำตกสวยงามหลายแห่งจากทิศใต้เรื่อยขึ้นมาทางเหนือตามทางหลวงหมายเลข ๔๑๒๒ ผ่าน อ.ตะโหมด อ.กงหรา  อ.ศรีนครินทร์และ อ.ศรีบรรพต ในเขต จ.พัทลุง จะพบป้ายทางเข้าน้ำตกอยู่ตลอดทาง ดังเช่น น้ำตกหม่อมจุ้ย น้ำตกไพรวัลย์ น้ำตกเขาคราม น้ำตกลาดเตย เป็นต้น น้ำตกไพรวัลย์ใน อ.กงหรา มีขนาดใหญ่ที่สุด สูงถึง ๘๐ เมตร มีเส้นทางลัดเลาะไปสู่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านบน เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “น้ำตกโหนง”


“แหล่งนกน้ำ”


7

 

ทะเลน้อย บึงน้ำขนาดใหญ่ใน อ.ควนขนุนได้รับการบันทึกในหนังสือ นามานุกรมพื้นที่ชุ่มน้ำของเอเชีย ว่าเป็นถิ่นที่อยู่และที่หากินสำคัญของนกน้ำ และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Site)แห่งแรกของไทย
    ทะเลน้อยอยู่ทางเหนือสุดของทะเลสาบสงขลา เป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ เพราะมีการถ่ายเทน้ำและอินทรียสารระหว่างพรุควนเคร็งที่อยู่ทางตอนเหนือของทะเลน้อยกับส่วนที่เป็นพื้นน้ำตลอดเวลาอีกทั้งพรุควนเคร็งยังเป็นพรุน้ำจืดแห่งเดียวในไทยที่มีไม้เสม็ดขาวขึ้นอยู่เป็นกลุ่มก้อนทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมน้ำตะกอนและสารมลพิษทำให้ทะเลน้อยมีสภาพแวดล้อมเหมาะแก่การดำรงชีพของนก
   วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘  มีการประกาศให้พื้นที่ทะเลน้อยเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของไทยมีเนื้อที่ประมาณ ๒๘๕,๖๒๕ ไร่ครอบคลุมพื้นที่๓จังหวัดได้แก่พัทลุงสงขลาและนครศรีธรรมราชส่วนที่เป็นพื้นน้ำ ๑๗,๕๐๐ ไร่นั้นพบนกน้ำ ๑๘๗ ชนิดโดยเป็นนกประจำถิ่น ๑๒๓ ชนิดช่วงที่มีนกมากคือเดือนธันวาคม-มีนาคม นกที่พบเห็นได้ทั่วไปก็ เช่น นกอีโก้ง เป็ดแดง นกเป็ดผีเล็ก นกตีนเทียน นกแอ่นทุ่งใหญ่ เหยี่ยวแดงเป็นต้น

“ทะเลสาบงาม”


10

 

ทะเลสาบลำปำ ส่วนหนึ่งของทะเลหลวงหรือทะเลสาบสงขลาตอนใน นอกจากจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและจัดงานสำคัญของจังหวัดแล้ว ยังอยู่ในเส้นทางเสด็จประพาสหัวเมืองพัทลุงในสมัยรัชกาลที่ ๕ 
    เมื่อ ร.ศ.๑๐๘(พ.ศ.๒๔๓๒)ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองพัทลุง  พระองค์ได้เสด็จประพาสและประทับแรมที่เกาะหัวมวย บริเวณหมู่เกาะสี่เกาะห้า อ.ปากพะยูน จากนั้นเสด็จประทับแรม ณ ชายหาดลำปำ ใน อ.เมือง โดยเจ้าเมืองพัทลุงได้สร้างพลับพลาที่ประทับซึ่งเรียกว่า “ภัตตาคาร” ขึ้น โดยสร้างทางเดินไม้เชื่อมไปยังท่าเทียบเรือในทะเลสาบลำปำด้วย ปัจจุบันสิ่งปลูกสร้างนี้เสื่อมสภาพไปหมดแล้ว ทาง จ.พัทลุงจัดงาน “ย้อนรอยประวัติศาสตร์เสด็จประพาส ร.๕” ณ บริเวณหาดแสนสุขลำปำในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมเป็นประจำทุกปี



 

“เขาอกทะลุ”


11

 

ภูเขาลูกใหญ่รูปทรงประหลาดกลางเมืองถือเป็นจุดสังเกตของเมืองพัทลุงมาแต่โบราณ ทั้งยังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงการใช้พื้นที่เขาทะลุประกอบกิจกรรมของผู้คนในอดีต
    เขาทะลุ หรือเขาอกทะลุ เป็นเขาหินปูนตั้งอยู่กลางตัวเมืองพัทลุง มีความสูง ๒๔๕ เมตรจากระดับน้ำทะเล นักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่า เขาทะลุเกิดจากการดันตัวของหินอัคนีเมื่อประมาณ ๑๓๐ ล้านปีมาแล้ว ส่วนบนของภูเขามีรูโหว่ตรงกลางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑๐ เมตร มองเห็นได้จากระยะไกล สมัยโบราณผู้ที่เดินเรือในทะเลสาบสงขลาจะใช้ลักษณะแปลกประหลาดของเขาลูกนี้เป็นที่หมายตาว่ามาถึงเมืองพัทลุงแล้ว   ชาวพัทลุงเชื่อว่า เขาทะลุเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนหลักเมืองพัทลุง ภายในถ้ำต่างๆ บนเขา เช่น ถ้ำพิมพ์ ถ้ำคุรำ ถ้ำมาลัยมีการค้นพบพระพิมพ์ดินดิบ ศิลปะสมัยศรีวิชัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ จำนวนมาก ส่วนหนึ่งนำไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร


“น้ำพุร้อน”

13

น้ำพุร้อนเขาชัยสน เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติแห่งเดียวของพัทลุง น้ำพุร้อนเขาชัยสนใน อ.เขาชัยสน มีลักษณะเป็นพุน้ำร้อน(hotspring) ที่เกิดจากน้ำผิวดินซึมลงในรอยแตกร้าวของหินใต้ดิน แล้วได้รับความร้อนจากหินข้างล่างจนน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น จากนั้นก็เอ่อกลับขึ้นมาบนผิวดิน น้ำในบ่อน้ำพุร้อนนี้มีอุณหภูมิประมาณ ๖๐ องศาเซลเซียส  ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์รักษาโรคได้
   มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตพื้นที่บริเวณน้ำพุร้อนเขาชัยสนเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ วันหนึ่งมีตายายพายเรือมาหาปลา เมื่อถึงกลางทะเล เรือรั่วทำให้น้ำทะลักเข้ามา ตากับยายรู้ว่าไม่รอดแน่แล้ว จึงอธิษฐานขอให้ได้เป็นเจ้าของบริเวณนี้และให้มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น  เมื่อทั้งสองตายไป น้ำในทะเลสาบก็แห้งลง เศษดินเศษหินใต้ท้องทะเลรวมตัวกันเป็นเขาชัยสนและมีธารน้ำร้อนไหลออกมาตลอดเวลา


( 0 Votes ) Add a comment
   

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ จ. สกลนคร


12


สกลนคร  เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีความหลายหลายทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีถึง 6 กลุ่มคือ ไทลาว, ภูไท, กะเลิง, ญ้อ, โย้ย และโส้ นอกจากนี้ยังมีความงดงามทางธรรมชาติอย่างหนองหารอีกด้วย

คำขวัญประจำจังหวัด : พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาร แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม



"พระูธาตุเชิงชุมคู่บ้าน"

1

พระธาตุเชิงชุมเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำ จ. สกลนคร มีความ เกี่ยวโยงกับตำนานประชุมรอยพระพุทธบาท
เชื่อวาพระธาตุเชิงชุมสร้างขึ้นในสมัยที่พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ เป็นเจ้าเมืองหนองหารหลวง หรือ จ. สกลนครในปัจจุบัน ราว พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ยุคเดียวกับการสร้างพระธาตุพนม ชื่อ “เชิงชุม” มาจากตำนานอุรังคธาตุ ตอนพระพุทธเจาเสด็จมาประทับ รอยพระพุทธบาทไว้บนแผ่นศิลาร่วมกับอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสาม ทั้งมีพุทธทำนายว่า ในอนาคตพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ แห่งภัทรกัป จะเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทเช่นกัน  ต่อมาแผ่นศิลาจมหายไปในน้ำ ด้วยความศรัทธา พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ เจ้าเมืองหนองหารหลวง จึงทรง สร้างเจดีย์ศิลาแลงครอบบริเวณที่แผ่นศิลาจมหาย เจดีย์นั้นคือพระธาตุ เชิงชุม
      หลักฐานโบราณคดีบ่งชี้วา เมื่อแรกสร้าง พระธาตุเชิงชุมเป็นปราสาท หินในศาสนาพราหมณ์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขอม  ล่วงถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ไดรับอิทธิพลล้านช้าง จึงดัดแปลงเป็นพุทธสถาน โดยสร้างเจดีย์ยอดบัว เหลี่ยมแบบศิลปะลาวครอบทับเจดีย์องค์เดิม พร้อมสร้างสิมไว้ใกล้กัน  ต่อมา มีการสร้างวิหารเชื่อมต่อกับพระธาตุ เป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพอพระองค์แสน” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสกลนคร อายุกว่า ๑๐๐ ปี



"พระตำหนักภูพานคู่เมือง"
3

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์เป็นศูนย์รวมจิตใจพสกนิกร และเป็นที่มาของ ความเจริญในเมืองสกลนคร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ใหสรางพระตำหนักภูพานราชนิเวศนบนเทือกเขาภูพานในปี พ.ศ. 2518 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจใหแก ราษฎรในพื้นที่ในช่วงเวลาที่สังคมไทยมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมือง อย่างรุนแรง และเป็นที่ประทับเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจในภาคอีสาน พระตำหนักมีพื้นที่ 1.950 ไร่ แบ่งเป็นสวนพระตำหนัก ประกอบด้วย หมูพระตำหนัก 4 หลัง บานพักขาราชการ 68 หลัง อาคารสำนักสงฆ์ 1 หลัง  สวนภูมิทัศน์ เป็นสวนพรรณไม้ที่นำไม้ดอกไม้ประดับมาปลูกแซมกับป่าธรรมชาติ  และสวนคืนชีวิตสู่ป่า คือพื้นที่กวา 1.000 ไร่ที่ปลูกป่าทดแทน และเลี้ยงสัตว์เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การสร้างพระตำหนักยังทำให้เมืองสกลนครเจริญขึ้นในเวลาต่อมา ทั้ง การพัฒนาสาธารณูปโภคและการมีโครงการส่งเสริมศิลปาชีพช่วยใหชาวบ้าน มีรายได้เพิ่มขึ้น



“งามลือเลื่องหนองหาร”
9

หนองหาร หนองน้ำใหญที่สุดในภาคอีสาน งดงามด้วยธรรมชาติ อันอุดมสมบูรณ์ และเป็นอู่อารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์
หนองหารมีพื้นที่ราว 123 ตร.กม. หรือ 77,000 ไร่ นับเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน และใหญ่เป็น อันดับ 2 ของประเทศ รองจากบึงบอระเพ็ด จ. นครสวรรค์  ด้วยสภาพพื้นที่ที่ต่ำที่สุดในแอ่งสกลนคร จึงมีลำน้ำ ๑๓ สายไหลลง หนองหาร พร้อมพาอินทรีย์สารมาด้วย ส่งผลให้หนองน้ำแห่งนี้ เปนพื้นที่ชุมนที่อุดมสมบูรณ  การร่วมสำรวจของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ พบว่า มีพืชน้ำ ๕๙ ชนิด สัตว์น้ำ ๕๕ ชนิด และนก ๓๓ ชนิด
     ความอุดมสมบูรณ์ของหนองหารส่งผลให้ในอดีตเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน พื้นที่โดยรอบเป็นที่ตั้งชุมชนซึ่งเชื่อว่าเจริญขึ้น พร้อมกับอารยธรรมบ้านเชียง จ. อุดรธานี นักวิชาการสันนิษฐานว่า หนองหารเกิดจากการยุบตัวของ แผ่นเปลือกโลกเมื่อ 250-70 ล้านปีก่อน เนื่องจากชั้นหินเกลือใต้ ดินถูกน้ำชะล้างเป็นโพรงขนาดใหญ่   ขณะเดียวกันก็มี ตำนาน “ผาแดงนางไอ” เล่าถึงการเกิดหนองหารด้วยว่า พญานาค อาฆาตแค้นคนที่กินเนื้อบุตรชายตน จึงบันดาลให้แผ่นดินทรุดจม ลงทั้งเมืองกระทั่งกลายเป็นหนองหาร


“แลตระการปราสาทผึ้ง”

 13

 

ชาวสกลนครนิยมทำปราสาทผึ้งขนาดใหญ่ตระการตาถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้าในวันออกพรรษา

เดิมชาวบ้านทำปราสาทผึ้งในงานทำบุญแจกข้าวให้ผู้ตาย ด้วยความเชื่อว่าการถวาย ปราสาทผึ้งเป็นกุศลสูงส่ง เมื่อผู้ถวายสิ้นชีวิตแล้วจะได้ไปอยู่ในวิมานบนสวรรค์  ต่อมาได้ปรับ เปลี่ยนเป็นการทำปราสาทผึ้งเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในช่วงเทศกาลออกพรรษา ระหว่างวันขึ้น 12 ค่ำถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวาระที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มาโปรดเวไนยสัตว์ 
     โดยชาวสกลนครจะจัดขบวนแห่ปราสาทผึ้งไปยังพระธาตุเชิงชุมปราสาทผึ้งแบบดั้งเดิม หรือ “หอผึ้ง” โครงทำจากไม้และกาบกล้วยเป็นรูปทรงคลายสิม พื้นบ้าน จากนั้นประดับดวย “ดอกผึ้ง” หรือขี้ผึ้งที่หล่อเป็นรูปดอกไม้ ต่อมามีการประยุกตทำ เป็นปราสาทผึ้งขนาดใหญ่โตตระการตา ลักษณะเป็นปราสาทเรือนยอดหลายหลังต่อเนื่องกัน จำลองแบบคลายวิมานบนสวรรค โดยขึ้นโครงด้วยไม้ แล้วประดับด้วยขี้ผึ้งที่หล่อเป็นหน้าบัน ช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง ลวดลายวิจิตร รวมทั้งกำแพงแก้วด้วย  สวนฐานปราสาทมักประดับ ด้วยขี้ผึ้งที่หล่อเป็นภาพพุทธประวัติหรือวัฒนธรรมพื้นบ้าน



“สวยสุดซึ้งสาวภูไท”
15

ภูไทเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่เป็นลำดับ 2 ของสกลนคร และสาวภูไทก็ได้ชื่อว่ามี ความอ่อนหวานทว่าทรหดอดทน
ภูไท หรือผูไท เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากเป็นลำดับ 2 ของ จ. สกลนคร รองจากกลุ่มไทย-ลาว  เดิมชาวภูไทอาศัยอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทและแคว้นสิบสองปันนา ทางตอนใต้ของประเทศจีน หลังจากนั้นอพยพมาที่ประเทศลาว  ครั้นในช่วงรัชกาลที่ 3-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดเหตุการณ์ไม่สงบหลายครั้ง ชาวภูไทจำนวนมากจึงอพยพ ข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งบ้านเรือนที่ จ. สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร ใน จ. สกลนคร ชาวภูไทตั้งถิ่นฐานหนาแน่นที่ อ. วาริชภูมิ อ. พรรณานิคม และ ต. โนนหอม อ. เมืองสกลนคร
    หญิงสาวภูไทมีความอ่อนหวานและมีฝีมือในการทอผ้า โดยเฉพาะผ้าแพรวา ทั้ง ยังฟ้อนภูไทได้อ่อนช้อย กระทั่งได้รับเลือกให้แสดงต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอยูเสมอ ขณะเดียวกันสาวภูไทก็ทรหดอดทน ทำนาทำไร่ได้ไม่แพ้ผู้ชาย


"ถิ่นมั่นในพุทธธรรม"

17


เมืองสกลนครเป็นแหล่งชุมนุมสายพระป่าหรือพระสงฆ์ธรรมยุตนิกายฝ่ายวิปัสสนาธุระ

ด้วย จ. สกลนครเป็นที่ตั้งของเทือกเขาภูพานซึ่งมีบรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การปฏิับัติธรรม อีกทั้งอยู่บนเส้นทางธุดงค์จาก จ. อุบลราชธานีอันเป็นศุนย์กลางธรรมยุตนิกายของภาคอีสานไปยังจุดสำคัญต่างๆ เช่นกรุงเทพฯ ภาคเหนือหรือประเทศลาว ทำให้มีพระสงฆ์ธรรมยุตินิายฝ่ายวิปัสสนาธุระมาบำเพ็ญสมณธรรมจำนวนมาก รวมถึงมีพระเถระชื่อดังหลายรูป เช่นพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตโต พระอาจารย์หลุย จันทสาโร พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี เป็นต้น

    ด้วยคุณความดีและบุญบารมี เมื่อท่านละสังขาร บรรดาศิษย์และผู้เสื่อมใสจึงร่วมใจกันสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นอนุสรณ์หลายแห่ง เช่นพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เจดีย์พิิพิธภัณฑ์พระอาจารย์หลุย จันทสาโร เทสกเจดีย์รังสีอนุสรณ์ และพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้นอาจาโร เป็นต้น 


( 1 Vote ) Add a comment
   

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ จ. อุดรธานี

slogan218005

เมืองอุดรธานีเป็นที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง--อู่อารยธรรมเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก ทั้งยังเป็นแดนธรรมะของภาคอีสาน ที่อริยสงฆ์สายวิปัสนาหลายต่อหลายท่านเดินทางมาเพื่อปฎิบัติธรรม


( 0 Votes ) Add a comment

 

   

เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ จ. ขอนแก่น

ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน

ขอนแก่นถือเป็นจังหวัดที่มีความเจริญสูงสุดจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การสื่อสาร คมนาคม รวมไปถึงเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค ทั้งยังเป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกด้วย


( 0 Votes ) Add a comment

 

   

หน้า 1 จาก 11