"ทับหลัง" ดราม่าที่ปราสาทเมืองต่ำ

แบ่งปันกันเลย >>
Digg
http%3A%2F%2Fwww.nairobroo.com%2Fnairobroo-take-flight%2Ftips-travelers%2F1858-%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B3-%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C.html
 

ปราสาทเมืองต่ำ” หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นในอำเภอประโคนชัย จังหวัดุรีรัมย์  แต่การเรียนรู้ประวัติผ่านสถาปัยกรรมขอมโบราณแห่งนี้ยังคงอยู่ในวงจำกัด อาจเพราะความยากที่จะเล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจของตัวสถาปัตยกรรม วันนี้ “นายรอบรู้” ขออาสาพาเที่ยวปราสามเมืองต่ำผ่านทับหลังที่ประดับอยู่บนคานประตู

prasad1

“ทับหลัง” เป็นแผ่นหินทรายยาววางอยู่เหนือกรอบประตู โดยจะสลักเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับตำนานเทพฮินดู หรือ เรื่อราวในวรรณคดีมหาภารตะ บางครั้งอาจเป็นเรื่องราวของกษัตริย์ท้องถิ่น  ส่วนมากทับหลังนิยมสลักเป็นลวดลายโดยมีหน้ากาลอยู่ตรงกาลแล้วคายพวงอุบะออกมา ว่ากันว่าถ้าพับทับหลังครึ่งหนึ่งแล้ว ลวดลายจะเท่ากันพอดี นักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่าแสดงให้เห็นถึงความเป็นระเบียบของสังคมขอมโบราณที่ค่อนข้างเข้มงวด 

ปราสาทเมืองต่ำ สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่พุทธศวรรษที่ 16-17 และยังสร้างไม่เสร็จจนถึงปัจจุบัน เพราะหลายส่วนของปราสาทยังไม่สมบูรณ์  ในความเป็นจริงชื่อของปราสาทเป็นชื่อใหม่ที่เรียกขึ้นตามชื่อของพี้นที่ ส่วนชื่ออันที่เรียกกันแต่โบราณยังไม่ทราบว่าชื่ออะไร 

การพบศิวะลึงค์ทำให้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าปราสาทนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนาสถานของลัทธินับถือพระศิวะหรือ ไศวนิกาย  หลายคนมุ่งให้ความสำคัญกับปราสาทก่ออิฐ 5 หลังวางอยู่บนฐานเดียวกัน ทว่าหลายส่วนของปราสาทยังมีความน่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทับหลังที่สลักเล่าเรื่องราวไว้น่าสนใจ โดยหลักๆจะเล่าเรื่องของพระศิวะและพระกฤษณะ

เริ่มที่ทับหลังซุ้มโคปุระด้านในซึ่งเป็นรูปพระกฤษณะปราคนาคกาลียะ อย่างที่รู้กันว่าพระกฤษณะเป็นภาคอวตารที่ 9ของพระวิษณุที่ลงมาปราทุกข์เข็ญของประชาชน 

tablang1-1

มีเมืองหนึ่งที่ชื่อว่า นครมถุรา ปัจจุบันอยู่คือเมืองมัตตรา มีผู้ปกครองชื่อว่าพระยาอุครเสน มีมเหสีชื่อว่า กรรณีกัลยา วันหนึ่งนางได้เข้าประพาสในป่า เกิดพลัดหลงกับนางสนม อสูรตนหนึ่งชื่อว่า กังสะ ได้ปลอมตัวเป็นพระยาอุครเสน เข้ามาสมสู่กับนางจนท้องและคลอดลูกชื่อว่า กงส์ (Kamsa)  ต่อมาได้กลายพญากงส์ เพราะชิงราชสมบัติจากพ่อของตัวเอง ปกครองแล้วทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน พระวิษณุเลยอวตารเป็นพระกฤษณะลงมาช่วย พญากงส์กลัวว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็นพระกฤษณะเลยสั่งฆ่าเด็กทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดก็ทำไรไม่ได้ พระกฤษณะหนีรอดมาได้จึงมาอาศัยกับคนเลี้ยงวัว และมีลูกน้องชื่อว่า พลราม (Palarama)  พญากงส์รู้ว่าพระกฤษณะยังไม่ตายจึงเริ่มส่งอสูรมาทำร้ายอยู่ตลอดเวลา แต่พระกฤษณะก็ปราบได้หมด

จนมาถึงวันหนึ่งพระกฤษณะต้องเจอกับพญานาคตัวใหญ่ที่ชื่อกาลียะ (Kaliya)ซึ่งอาศัยอยู่ในบึงน้ำ ทำร้ายคนเลี้ยงวัวที่เอาวัวไปกินน้ำจนถึงแก่ความตาย พระกฤษณะต้องไปช่วยปราบ วิธีการปราบก็แสนจะน่ารักด้วยวิธีการกระโดดลงไปเต้นบนหัวของพญานาคจนนาคบอบซ้ำหนักและยอมแพ้ในที่สุด

ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นทับหลังเรื่องของพระกฤษณะเช่นเดียวกัน เป็นตอนยกเขาโควรรธนะ เป็นตอนที่พระกฤษณะไปเลี้ยงโค ลูกน้องของพระกฤษณะนำของไปเซ่นสังเวยพระอินทร์ พระกฤษณะอยากกินของเซ่นสังเวยนั้นจึงออกอุบายให้ลูกน้องนำเขาไปเซ่นสังเวยภูเขาแทนเพราะให้หญ้ากับโคได้กิน  ลูกน้องจึงนำของเซ่นไหว้ไปบนเขา  พระกฤษณะรออยู่เพื่อแอบกินของเซ่นไหว้ พระอินทร์โกรธมากเลยให้บันดาลให้ฝนตก 7 วัน 7 คืนทำลายคนเลี้ยงโคและโค พระกฤษณะเลยแปลงกายให้ใหญ่แล้วยกเขาโควรรธนะ บังฝนให้กับคนเลี้ยงวัว พระอินทร์ทำไรคนเลี้ยงโคไม่ได้เลยยอมแพ้ในที่สุด จากนั้นพระกฤษณะกับพระอินทร์ก็ปรับความเข้าใจจนกลายเป็นเพื่อนกัน 

tablang5-1

นอกจากนี้ยังมีทับหลังอีกชึ้นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทับหลังที่พระศิวะประทับบนโคนนทิคู่กับพระอุมาเทวี  พระศิวะหรือพระอิศวรที่คนไทยรู้จักจะเป็นเทพที่มีนิสัยแบบเพลย์บอย ชอบเต้น โมโหง่าย ใจร้อน ชอบขัดแย้งกับเทพองค์อื่นอยู่เสมอ เช่นไม่ถูกกับพ่อตาหรือบิดาของอุมาเทวี จนถูกเทพสาปแช่ง และเคยตัดเศียรที่ 5 ของพระพรหมจนขาดไปเหลือเพียง 4 พักตร์และเคยใช้ตาที่ 3 บนหน้าผากเผาทำลายกามเทพ ขณะที่พระองค์ถูกรบกวนในขณะที่กำลังบำเพ็ญตบะ  

สัญลักษณ์ของพระศิวะคือลึงค์หรืออวัยะเพศชาย เหตุด้วยครั้งหนึ่งพระศิวะมีกิจกามกับพระอุมาเทวีบริเวณท้องพระโรง  ไม่ได้อยู่ในห้องมิดชิด เหล่าเทพได้มาเข้าเฝ้าก็เลยเห็นภาพนั้น พระศิวะเกิดความอายจึงเอ่ยว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการบูชาหลังจากที่พระองค์สิ้นสลายไปแล้ว  โดยให้คนทำศิวลึงค์ขึ้นมาแทนพระองค์และฐานโยนีแทนพระอุมา เป็นเครื่องหมายของเพศชายและหญิงบูชาคู่กันแทนค่าของการเกิดชีวิตใหม่

tablang3-1

นอกจากนี้วีรกรรมของพระศิวะยังไม่หมด ครั้งหนึ่งพระวิษณุกับพระพรหมจะแข่งประลองฤทธิ์กัน แต่ไม่มีใครชนะ พระศิวะเลยเข้ามาช่วยตัดสิน แปลงร่างเป็นลึงค์ใหญ่ให้พระวิษณุไปหาโคนของลึงค์แล้วพระพรหมไปหาปลายลึงค์ พระวิษณุแปลงร่างเป็นหมูป่าขุดลงไปหาโคน พระพรหมเหาะขึ้นไปหาปลาย แต่ไม่มีใครเจอ พระวิษณุหาโคนลึงค์ไม่จึงกลับมายอมแพ้ ส่วนพระพรหมระหว่างเหาะ สวนทางกับดอกปาริชาติเลยถามดอกปริชาติว่า ปลายลึงค์มีลักษณะยังไง จนได้ความมาเล่าให้พระศิวะฟัง พระศิวะจับได้ว่าพระพรหมโกหก โกรธมากจึงตัดเศียรที่ 5ของพระพรหม ทำให้พระพรหมเหลือ 4 เศียร 

ส่วนพระอุมา เดิมชื่อ พระสตี ผู้ที่แอบรักพระศิวะตั้งแต่แรก แม้พ่อของตนคือพระทักษะจะไม่ชอบและสาปให้พระศิวะไม่ได้การพลี(เครื่องบวงสรวง) เพราะพระศิวะไม่เคารพพระองค์   ต่อมาเมื่อถึงตอนที่พระสตีจะเลือกคู่  พระทักษะเชิญทุกคนมาที่งานยกเว้นพระศิวะ เมื่อพระสตีไม่เห็นพระศิวะ จึงโยนพวงมาลัยขึ้นไปบนฟ้าและเอ่ยนามถึงพระศิวะ พระศิวะก็ปรากฎกายมาพร้อมกับพวงมาลัยบนคอ ต่อมาเมื่อมีงานอีกพระทักษะก็ไม่เชิญ เพราะพระทักษะได้สาปพระศิวะไม่ได้รับพลีใดจากคนบูชา เมื่อพระอุมาได้ยินอย่างนั้นจึงของตายเพราะอายที่พ่อมีนิสัยแบบบนี้ 

ว่ากันว่าการชมสถาปัตยกรรมให้สนุกต้องรู้เรื่องราวของที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง จากนี้คุณจะได้สนุกกับเที่ยวชมสถาปัตยกรรมอย่างน้อยก็คือ ปราสาทเมืองต่ำ 


covercr-01




( 0 Votes )
blog comments powered by Disqus