ใส่บาตรเทียน โลกของเทียนในยุคแท็บเลต

แบ่งปันกันเลย >>
Digg
http%3A%2F%2Fwww.nairobroo.com%2Fnairobroo-take-flight%2Ffun-trip-to-thailand%2F1287-give-candles-to-a-Buddhist-monk-in-nan.html
 
Thtravel201101801 Thtravel201101802

ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันพยายามผลักดันให้ระบบการศึกษาก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มตัว ด้วยนโยบายแจกแท็บเลตให้เด็กนักเรียนฟรีๆ 1 คนต่อ 1 เครื่อง ชวนให้นึกถึงสิ่งของชิ้นหนึ่ง ที่เรามักนึกไม่ถึงว่าเป็นอุปกรณ์การเรียนของคนโบราณ และสำคัญไม่น้อยไปกว่าชอล์กหรือกระดานชนวน

 นั่นคือ 'เทียนไข'

ในสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้า คนสมัยก่อนจุดเทียนไขให้แสงสว่างเมื่อต้องอ่านหนังสือยามค่ำคืน เทียนจึงมีบทบาทในระบบการศึกษา เป็นสัญลักษณ์ของความรู้และปัญญา ดังมีการเปรียบว่าปัญญาสว่างไสวเหมือนเปลวเทียน

แต่ในยุคที่ไฟฟ้าสว่างตลอด 24 ชั่วโมง คนสามารถอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์บนหน้าจอแท็บเลตได้ทุกที่ทุกเวลา จึงไม่แปลกที่บทบาทของเทียนไขจะหายไปจากระบบการเรียนการสอน หากจะมีสิ่งใดหลงเหลือเป็นหลักฐานถึงความสัมพันธ์โบราณที่ว่า หนึ่งในนั้นคงเป็นประเพณี ‘ใส่บาตรเทียน’ อันเก่าแก่ สืบเนื่องมาร่วม 200 ปี ณ อ. เวียงสา จ. น่าน

ประเพณีใส่บาตรเทียน เกิดจากที่คนเวียงสาในอดีต เห็นพระสงฆ์สามเณรจุดเทียนอ่านหนังสือเล่าเรียนธรรมวินัยยามค่ำคืน จึงร่วมใจกันถวายเทียนให้ในช่วงเข้าพรรษา นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการถวายทานด้วยแสงสว่างจะได้อานิสงฆ์ด้านปัญญา ทำให้มีตาทิพย์เห็นความจริงแท้ คนเวียงสาจึงนิยมถวายเทียนกันมาก ครั้งแรกเริ่มที่วัดบุญยืน ต่อมาขยายไปทั่ว จ. น่าน สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นเป็นประเพณีราว พ.ศ. 2344 โดยกำหนดจัดพิธีในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 8 หรือ เดือน 10 ตามคติของชาวเหนือ หลังวันเข้าพรรษา 1 วัน เพื่อให้พระสงฆ์ว่างจากกิจธุระเสียก่อน แม้ภายหลังประเพณีนี้ค่อยๆ เลือนหายไปตามยุคสมัยที่ไฟฟ้าเข้ามาแทนที่

ในช่วงวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา "นายรอบรู้" ติดสอยห้อยตามคณะสื่อมวลชนไปร่วมงานประเพณีใส่บาตรเทียน ที่ว่ากันว่าเหลือเพียงแห่งเดียวในโลก ณ วัดบุญยืน ต. กลางเวียง อ. เวียงสา จ. น่าน ตามคำชวนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ก่อนพบว่านอกจากบทบาททางการศึกษาแล้ว เจ้าเทียนเล่มน้อยยังเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างวัดและชุมชน ลูกศิษย์ลูกหาและครูอาจารย์ในสมัยโบราณเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์

ณ วัดเก่าแก่ใจกลางเมืองเวียงสา เรายังเห็นพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยแต่งชุดขาว พาลูกพาหลานเดินมาวัดกันอย่างคึกคัก แม้ช่วงนั้นตัวเมืองเวียงสาประสบภัยน้ำท่วม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคของผู้ศรัทธา ในมือแต่ละคนถือเทียนไข น้ำส้มป่อย ดอกไม้ และเครื่องหอมเตรียมมาใส่บาตร ดังที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาทวด

Thtravel201101803 Thtravel201101804 Thtravel201101805

ในช่วงสายๆ หลังถวายภัตตาหารเพล ชาวบ้านจะเข้าอุโบสถมากราบพระประธานและอธิฐานขอพร แล้วนำเทียนและเครื่องหอมใส่ลงในโตกที่วางเตรียมไว้ จากนั้นในช่วงบ่ายพระสงฆ์และสามเณรทั้งจากวัดบุญยืนและวัดอื่นๆ ในตัวอำเภอที่มาร่วมพิธี ก็จะเดินขบวนมาใส่บาตรเทียนที่ด้านหน้าอุโบสถ ถือเป็นสัญญาณเริ่มพิธี หลังจากที่พระสงฆ์และสามเณรใส่บาตรครบแล้ว ญาติโยมผู้มีศรัทธาธรรมทั้งหลายก็จะต่อแถวเป็นขบวนยาวเหยียดด้านหน้าอุโบสถ เดินหยิบเทียนไข และดอกไม้ใส่ลงในบาตรต่อไปจนถึงคนสุดท้าย กว่าขบวนจะสิ้นสุดเทียนไขและดอกไม้ก็ล้นออกมานอกบาตร ไม่ต่างจากความศรัทธาที่เปี่ยมล้นของญาติโยมที่มาร่วมงาน

จากนั้นคณะสงฆ์และสามเณรจะทำพิธีสำคัญอีกอย่างในวันนี้ คือพิธี “สุมาคารวะ” คือการเคารพแก้วห้าโกฐากส์ หรือ 5 ส่วน ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระธรรม อริยพระสงฆ์ พระอาจารย์กรรมฐาน และพระอาจารย์ที่สั่งสอนธรรมวินัย คล้ายกับการไหว้ครูของฆราวาส  ในพิธีนี้ภิกษุจากวัดอื่นๆ ใน อ. เวียงสา จะมารวมกันสูมาคารวะที่วัดบุญยืน เนื่องจากเป็นวัดที่มีเจ้าคณะอำเภอจำพรรษามาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน การเคารพนี้จะทำโดยน้อมกราบแก้วห้าโกฐากส์อย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นสูมาคารวะอดีตเจ้าคณะอำเภอเวียงสา และสุมาคารวะพระเถระผู้มีอายุพรรษามากกว่า ด้วยการยกโตกใส่เทียนและดอกไม้ที่ฆราวาสและหมู่สงฆ์ร่วมกันใส่บาตรตอนเช้าขึ้นถวาย ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีใส่บาตรเทียนทั้งหมด

เทียนไขที่ได้รับถวายนั้น สามเณรจะใช้สบงห่อรวมกลับวัด ถึงแม้จะไม่ได้ใช้จุดอ่านหนังสือแล้ว แต่ก็จะนำเทียนไขเหล่านี้ไปใช้ประกอบพิธีกรรม บางส่วนก็จะนำไปหล่อเป็นเทียนพรรษาเอาไว้ใช้ต่อไป หรือเก็บไว้ใช้ยามออกธุดงค์ไปในป่าหรือถิ่นทุรกันดารไม่มีไฟฟ้า

Thtravel201101806 Thtravel201101807

มองย้อนไปแล้ว วันนี้คงเป็นวันสำคัญทางการศึกษาของคนเวียงสาในอดีต  ชาวบ้านก็จะได้มาร่วมทำบุญอย่างอิ่มเอมใจ การมอบอุปกรณ์การศึกษาให้วัด ถือเป็นการอุปถัมภ์ระบบการศึกษาของลูกหลานไปด้วย เพราะในยุคนั้นวัดเป็นศูนย์กลางความรู้ ใครอยากเรียนหนังสือก็ต้องมาบวชเรียน ในขณะที่หมู่สงฆ์เองก็ถือโอกาสนี้เคารพครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ด้วย

น่ายินดีที่แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคที่ไฟฟ้าเข้าถึงทุกหัวระแหง แต่คนที่นี่สามารถสืบสานประเพณีนี้เอาไว้ได้ และแสดงให้เห็นว่าการเคารพเกื้อหนุนกันยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบการศึกษา นอกจากมีความรู้แล้วต้องมีความดีควบคู่ไปด้วย

คำถามคือ ในยุคที่โลกการศึกษากำลังจะเปลี่ยนไปเป็นดิจิตอลอย่างเต็มตัว จะทำอย่างไรให้ระบบการเสริมสร้างความรู้ของเรา ก้าวไปโดยที่ยังไม่ทิ้งคุณค่าและความดีงามแห่งอดีตเหล่านี้




( 0 Votes )
blog comments powered by Disqus