NaiRobRoo.com | เมืองไทยน่าเที่ยว

เที่ยวงาน "ประเพณีตายายย่าน” ชมโนราโรงครู สรงน้ำพระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัว

ประเพณีตายายย่าน หรือประเพณีสมโภชและสรงน้ำเจ้าแม่อยู่หัว เป็นงานประจำปีของชาวบ้านท่าคุระ ใน  อ.สทิงพระ จ. สงขลา ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีในวันพุธแรกของวันข้างแรมเดือนหก หรือราวเดือน พ.ค. ของทุกปี โดยจะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัว พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวท่าคุระ ออกมาจากห้องภายในมณฑป เพื่อให้ชาวบ้านได้มีโอกาสสรงน้ำและสักการะบูชา ซึ่งโอกาสเช่นนี้จะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ก่อนนำกลับพระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัวไปเก็บไว้ในมณฑปเช่นเดิม

dsc_0691

พระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัว เป็นพระพุทธรูปทองคำ ปางสมาธิ มีขนาดหน้าตักเล็กเพียง 2  ซ.ม. และสูง 2.5  ซ.ม. สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยสุโขทัยตอนปลาย ประมาณ พ.ศ. 1900 โดยมีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า เจ้าแม่อยู่หัวนั้นเป็นพระราชินีในสมัยสุโขทัยตอนปลาย วันหนึ่งบุตรชายของเจ้าแม่อยู่หัวลงไปเล่นน้ำที่ท่าน้ำ แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้าแม่อยู่หัวจึงได้สั่งทหารออกค้นหาบุตรชาย จนสุดท้ายทหารไปพบตัวบุตรชายที่บริเวณหมู่บ้านท่าคุระ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดท่าคุระในปัจจุบัน โดยมีสองตายายช่วยกันดูแลบุตรชายของเจ้าแม่อยู่หัว  เมื่อทราบข่าวเจ้าแม่อยู่หัวจึงได้มอบทองคำให้กับสองตายาย จากนั้นตากับยายได้เอาทองคำที่เจ้าแม่อยู่หัวมอบให้มาหล่อเป็นพระพุทธรูป โดยตั้งชื่อว่าพระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัว พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองท่าคุระมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

thtravel

นอกจากนี้ยังมีสิ่งหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของประเพณีนี้ นั้นคือ โนราโรงครู เพราะชาวบ้านท่าคุระมีความเชื่อกันว่า เจ้าแม่อยู่หัวนั้นโปรดปรานโนราเป็นพิเศษ ประกอบกับเวลาที่ชาวบ้านมาบนบานกับเจ้าแม่อยู่หัว และขอแก้บนด้วยการรำโนรา ก็มักจะประสบความสำเร็จอยู่เสมอ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้โนราโรงครูกับประเพณีตายายย่านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่อดีต ทั้งยังเป็นสีสันและเอกลักษณ์ของงานที่ดึงดูดให้หลายๆคนเดินทางมาเข้าร่วมประเพณีนี้กันอย่างมากมาย เสน่ห์ของโนราโรงครูอยู่ที่ความงดงามของท่วงท่าในการร่ายรำ รวมถึงการได้สัมผัสบรรยากาศความเป็นถิ่นใต้แท้ๆ ทั้งจากคำร้อง คำพูด และดนตรีที่ประกอบการแสดงโนรา

dsc_0148 dsc_0159 dsc_0666

โนราโรงครูในงานประเพณีตายายย่านจะเป็นโนราแบบโรงครูใหญ่ คือการรำโนราอย่างเต็มรูปแบบเป็นเวลาสามวันสามคืน  คืนแรกเป็นการรำโนราเพื่อไหว้ครู มีการตั้งเครื่องโหมโรง ประกาศเชิญราชครู รำแม่บท ออกพราน รำคล้องหงส์ รำแทงเข้ และปิดท้ายด้วยแสดงเรื่องแบบชาวบ้าน ส่วนวันที่สองและสาม เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านซึ่งบนบานกับเจ้าแม่อยู่หัวได้มารำแก้บน  ทางคณะจะมีชุดโนราให้ชาวบ้านมาเช่าเพื่อสวมใส่ด้วย

dsc_0034

สำหรับผู้ที่สนใจเดินทางมาชมโนรา แนะนำให้มาในวันแรกของงานจะดีที่สุด เพราะจะได้ชมขั้นตอนการไหว้ครู มาจนถึงการรำอย่างเต็มรูปแบบตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ตลอดช่วงเวลาที่จัดงาน บริเวณวัดก็จะมีอาหารหลากหลายชนิดให้ได้ลิ้มลอง ทั้งอาหารท้องถิ่นของภาคใต้ และขนมอีกนานาชนิดให้เลือกชิม  งานประเพณีตายายย่านจึงเป็นงานที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้ และยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เราได้เห็นถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคน ในชุมชนท้องถิ่นที่แสนงดงามและน่าประทับใจ


( 0 Votes ) Add a comment
   

มาด้วยกัน มาด้วยกัน เที่ยวสุพรรณเอ๋ย...

มาเยือนสุพรรณบุรีทั้งที ขอร้องทำนองเพลงเลือดสุพรรณ ประพันธ์โดยหลวงวิจิตรวาทการ เสียหน่อยเถอะ 
 
“มาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย เลือดสุพรรณเข้าประจัญ อย่าได้พรั่นเลย”
หากเอ่ยถึงเพลงนี้ เชื่อว่าส่วนใหญ่คงรู้จัก เผลอๆ ร้องคลอกันได้ด้วยซ้ำ ด้วยเพลงเลือดสุพรรณ เป็นเพลงฮึกเหิมที่ปลุกใจให้คนไทยรักชาติ เนื้อเพลงเกี่ยวกับการศึกระหว่างไทยและพม่า  เนื่องจากดินแดนแถบนี้ล้วนเป็นยุทธภูมิที่สำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นเมืองหน้าด่าน ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน ครั้งที่สำคัญคือ ชัยชนะแห่งสงครามยุทธหัตถี ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราช ณ สมรภูมิ ดอนเจดีย์ เมืองสุพรรณบุรี จึงดึงดูดใจคนรักประวัติศาสตร์มิใช่น้อย

ครั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญไปร่วมงานแถลงข่าวการจัดงานประเพณีบั้งไฟดอนคา และการจัด “โครงการประกวดเงาเสียงนักร้องลูกทุ่งเมืองสุพรรณฯ” พร้อมพาเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จึงสบโอกาสที่จะรู้จักเมืองสุพรรณบุรี ก่อนจะขอก้าวเป็นคนรู้ใจให้มากยิ่งขึ้น 

3
จุดเริ่มต้น...รู้จักสุพรรณบุรี 

เริ่มต้นกันที่ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี” ใช้เวลาเดินราว 45 นาที คุณจะรู้จักสุพรรณบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึง สุพรรณบุรีวันนี้ในปี 2555 ห้องที่สำคัญคือห้องเมืองสุพรรณ จัดแสดงยุคก่อนประวัติศาสตร์ เริ่มจากสมัยหินใหม่ เมื่อ 3500 ปีก่อน เมื่อมนุษย์รู้จักปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร แม้จะเริ่มต้นแต่โบราณ แต่ก็มีโบราณวัตถุล้ำค่าให้ได้ชม เช่น หม้อสามขา


1.2

ในห้องนี้ยังจัดแสดงบริเวณที่ตั้งเมืองสุพรรณบุรี ที่มีร่องรอยการสร้างเมืองซ้อนทับกัน  2 สมัย เมืองสมัยแรกครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ส่วนสมัยหลังมีขนาดเล็กลงและตั้งอยู่เฉพาะบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ก่อนจะย้ายตัวเมืองมาตั้งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณบุรีจนถึงปัจจุบัน สันนิษฐานว่าย้ายเมืองในสมัยราชกาลที่ 5 

ถัดมาคือห้องคนสุพรรณ หลายคนชอบเป็นพิเศษ เพราะแสดงรูปปั้นเหมือนจริงของคนหลากเชื้อชาติที่ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ในสุพรรณบุรี ทั้ง ชาวไทยละว้า กลุ่มชนดั้งเดิมมีขนาดร่างกายค่อนข้างเล็ก ดำรงชีพด้วยการทำไร่ คนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนแต้จิ๋ว ระยะแรกเข้ามาประกอบอาชีพค้าขายทางเรือ ก่อนจะตั้งร้านค้า กลายเป็นย่านการค้าที่สำคัญของจังหวัด เช่นตลาดสามชุก ตลาดศรีประจันต์ เป็นต้น พอมาห้องนี้ทำให้เรารู้จักชาวสุพรรณบุรียิ่งขึ้น

2

คุณ นิภา สังคนาคินทร์ หัวหน้าพิพิธภัณฑ์บอกว่า จุดเด่นของที่นี่คือ ไม่ได้จัดแสดงข้อมูลแบบเชิงวิชาการ แต่จะจัดให้มีความสนุก ทุกคนสามารถเล่นได้ ทั้งรูปปั้นหรือเทคโนโลยีสุดล้ำภายใน เนื่องจากผู้เข้าชมส่วนใหญ่จัดเป็นเยาวชน 70 % ซึ่งจะทำให้พวกเขาสนใจบรรพบุรุษของตัวเอง 

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์...ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร

จากตัวเมืองสุพรรณบุรี ขับรถไปตามถนนมาลัยแมน จะสังเกตเห็นมังกรพันเสาสูงประมาณ 22 เมตร ควรแวะมากราบไหว้นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง “เจ้าพ่อหลักเมือง” ประติมากรรมสลักหินแบบนูนต่ำ สันนิษฐานว่าเป็นรูปพระนารายณ์สี่กร มีอายุประมาณ 1,300-1,400 ปี เป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยเชื้อสายจีน คาดว่าชาวจีนเป็นผู้ค้นพบพระรูปที่จมโคลนอยู่ริมคลอง เมื่อประมาณ 150 ปีมาแล้ว ก่อนจะอัญเชิญขึ้นพร้อมสร้างศาลให้เป็นที่ประทับ 

3.1

บริเวณเดียวกันมีพิพิธภัณฑ์ ลูกหลานพันธุ์มังกร ซึ่งจัดแสดงโดยใช้แสง สี เสียง และเทคนิคทันสมัย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชม เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ 5,000 ปีของชาวจีน ตั้งแต่เทพบิดร “ผานกู่” สละชีวิตแยกแผ่นดิน แผ่นฟ้าออกจากกัน ให้กำเนิด พระอาทิตย์ พระจันทร์ ขุนเขา และสายน้ำ และความเชื่อว่าเทพธิดาหนี่วา เป็นผู้ปั้นมนุษย์ชาย-หญิงคู่แรก ขึ้นจากดินแม่น้ำเหลืองและเสกให้มีชีวิต คล้ายกับที่ชาวตะวันตกเชื่อว่าอดัมและอีฟ คือมนุษย์ชาย-หญิง คู่แรกของโลก คุณสามารถเดินชมได้อย่างเพลินๆ พร้อมเข้าใจประวัติศาสตร์ได้อย่างง่ายๆ ที่สำคัญ แต่ละห้องมีเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจ เดินเข้าไปแต่ละห้อง ต้องลุ้นแล้วลุ้นอีก ว่าจะมีลูกเล่นอะไรสนุกๆให้ชมกัน

ยลประเพณีท้องถิ่น...บุญบั้งไฟดอนคา

อีกหนึ่งสิ่งที่เลื่องลือของเมืองสุพรรณบุรี คือประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งจะจัดงานในวันที่ 4-5 พฤษภาคม ที่วัดโภคาราม ตำบลดอนคา ชุมชนบ้านดอนคานี้เป็นชุมชนเก่าแก่ โยกย้ายถิ่นฐานกันมาจากนครเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คนท้องถิ่นประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงเต็มไปด้วยประเพณีและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร

5.1 5.2

ประเพณีสำคัญคือ บุญบั้งไฟ เป็นการบวงสรวงต่อพระยาแถน (เทพเจ้าแห่งฝน) ที่สิงสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ โดยจุดบั้งไฟ เพื่อบอกให้พระยาแถนประธานฝนลงมา เพื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก  งานปีนี้เพิ่มสีสันโดยวงดนตรีพื้นบ้าน ลำแคนประยุกต์ จากวงดนตรีกว่า 20 วง ชวนให้เราสงสัยนักว่าทำไมถึงมีวงเยอะขนาดนี้ จนได้คำตอบว่า ที่วัดดอนคามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือมาก คือหลวงพ่อพระใหญ่ มีอายุประมาณ 600 ปี ใครเดือดเนื้อร้อนใจ ก็มาขอพรจากท่าน สำเร็จสมหวังตามปรารถนา ชาวบ้านจึงจัดเครื่องสังเวยสังการะบูชา ส่วนมากก็แก้บนด้วยดนตรีพื้นบ้าน อย่าง ฉิ่ง ฉาบ กลองสองหน้า แคน จนพัฒนาเรื่อยๆ กลายเป็นวงทันสมัย 
นี่จึงเป็นความน่ารักของชาวดอนคาที่กลางวันทำนา ตกกลางคืนร้องรำเล่นดนตรี

เคล้าเสียงลูกทุ่ง...จากนักร้องลูกทุ่งเสียงทอง

หากมาสุพรรณบุรี แล้วไม่ได้ฟังเพลงจากนักร้องลูกทุ่งเมืองสุพรรณฯ เรียกว่ายังมาไม่ถึง ซึ่งสุพรรณบุรีได้มีการจัดงาน “โครงการประกวดเงาเสียงนักร้องลูกทุ่งเมืองสุพรรณฯ” ขึ้น ตั้งแต่เดือนเมษายน – สิงหาคม ไล่เรียงเสียงจากนักร้องในตำนาน เดือนเมษายน ราชินีลูกทุ่ง-พุ่มพวง ดวงจันทร์ เดือนพฤษภาคม สายัณห์ สัญญา เดือนกรกฎาคม เสรี รุ่งสว่าง และเดือนสิงหาคม สุรพล สมบัติเจริญ  ใครคิดถึงนักร้องคนไหน ก็หาเวลาแวะมาฟังเพลงลูกทุ่งจากนักร้องรุ่นใหม่ งานนี้เป็นการสืบสานเพลงพื้นบ้านให้คงอยู่ ไม่สูญหายตามกาลเวลา และเชิดชูเกียรติประวัตินักร้องลูกทุ่งเมืองสุพรรณฯ ดินแดนที่สร้างนักร้องเสียงทองมาหลายยุค   แม้ฤดูร้อนของสุพรรณบุรีอากาศจะร้อนอบอ้าว แต่เต็มไปด้วยความอิ่มใจ เพราะได้คุณค่าครบครัน ทั้ง ประวัติศาสตร์ ประเพณีและวัฒนธรรม ศาสนา และดนตรี

งานนี้รู้ใจคนสุพรรณบุรีขึ้นเยอะ “มาด้วยกัน มาด้วยกัน เที่ยวสุพรรณเอ๋ย...”

( 0 Votes ) Add a comment
   

แวะชม “ชุมชนเมืองสาตรหลวง” แหล่งผลิตโคมขึ้นชื่อของเชียงใหม่

โคมล้านนาหลากรูปแบบ ทั้งโคมลอย โคมไฟ ที่ถูกนำมาประดับประดาตามวัดวาอารามและท้องถนนในช่วงวันสำคัญต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวันลอยกระทง วันขึ้นปีใหม่ คงคุ้นตาของนักท่องเที่ยวแทบทุกคน ทั้งยังเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเชียงใหม่

1

หลายคนคงไม่รู้ว่าโคมแทบทั้งหมดที่เราเห็นนั้น ถูกผลิตขึ้นมาจากชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่นั่นคือ "ชุมชนเมืองสาตรหลวง" ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นแหล่งผลิตโคมที่มีชื่อเสียงที่สุดของภาคเหนือ และยังมีการผลิตโคมเพื่อส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศอีกด้วย สิ่งแรกที่เราจะได้เห็นตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าไปในชุมชนมืองสาตรหลวง คือภาพของโคมล้านนาหลากสีสันที่แขวนอยู่ตามรั้วบ้านแทบทุกบ้านในชุมชน และเมื่อมองผ่านรั้วบ้านเข้าไป ก็จะพบหญิงสาวทั้งสูงวัยและอ่อนวัย นั่งอยู่บนพื้นบ้านไม้ กำลังบรรจงประดิษฐ์โคมรูปแบบต่างๆ

2

โดยในปัจจุบัน ชุมชนแห่งนี้ได้มีการรวมกลุ่มกันเป็น "กลุ่มทำโคมล้านนาเมืองสาตร จังหวัดเชียงใหม่” โดยผลิตโคมทั้งรูปแบบดั้งเดิม และโคมประยุกตร์ที่ทำเป็นรูปสัตว์ สิ่งของต่างๆ ซึ่งมีทั้งวางจำหน่ายโดยตรง และผลิตตามความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ บ้านที่ถือเป็นต้นแบบในการผลิตโคมของชุมชนเมืองสาตรหลวงแห่งนี้ คือบ้านของแม่บัวไหล คณะปัญญา ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการผลิตโคม และคิดค้นการทำโคมรูปแบบใหม่ๆขึ้นมาจนกระทั่งมีชื่อเสียง และได้สอนวิธีการทำโคมให้กับชาวบ้านในละแวกชุมชน จนทำให้ในปัจจุบันชุมชนเมืองสาตรหลวงกลายเป็นชุมชนสำคัญให้การผลิตโคมในที่สุด

    4  3

ปัจจุบัน แม่บัวไหลในวัยกว่าเจ็ดสิบปี ยังคงทำโคมอยู่อย่างต่อเนื่อง และยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรในงานต่างๆที่ได้รับเชิญทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เช่นญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และฝรั่งเศส และยังเปิดบ้านเพื่อสอนวิธีการทำโคมให้กับผู้สนใจที่แวะเวียนเข้ามายังชุมชนแห่งนี้อีกด้วย สำหรับคนที่สนใจในเอกลักษณ์และประเพณีของชาวเชียงใหม่ หากได้ลองแวะเวียนมาที่ชุมชนเมืองสาตรหลวงแห่งนี้ นอกจากจะได้เรียนรู้วิธีการทำโคมแบบง่ายๆ พร้อมกับได้โคมสวยๆติดไม้ติดมือกลับบ้านไปแล้ว ยังถือว่าได้ร่วมสืบสานงานฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ ที่ในปัจจุบันเหลือผู้ที่ผลิตอย่างจริงๆจังๆเพียงไม่กี่คน และอาจจะถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาในอีกไม่นาน

( 1 Vote ) Add a comment
   

ปอยส่างลอง สัมผัสประเพณีงดงาม…เสน่ห์ในอีกมุมหนึ่งของปาย

หากพูดถึงอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หลายคนคงนึกถึงเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่จะได้มีโอกาสได้สัมผัสไอหมอกที่ห่มคลุมเมืองเล็กๆแห่งนี้  พร้อมกับนั่งจิบกาแฟหอมอร่อยในยามเช้า และใช้ชีวิตในบรรยากาศโรแมนติคท่ามกลางขุนเขาและทุ่งนา แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่า ฤดูร้อนที่ปายนั้น ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้ฤดูอื่นๆเลยเช่นกัน

1

โดยเฉพาะเสน่ห์จากความงามของวิถีชีวิตและประเพณีของชาวไทยใหญ่ที่สะท้อนออกมาผ่านประเพณี “ปอยส่างลอง” ซึ่งทำให้ผู้ที่ได้ไปพบเห็นและ ร่วมสัมผัสนั้น  จะจดจำและประทับใจเสน่ห์ในอีกมุมหนึ่งของปายอย่างไม่รู้ลืมเลือน

2

ประเพณีอยส่างลอง หรือประเพณีบวชลูกแก้ว คือประเพณีการบวชเณรของเด็กๆที่มีเชื้อสายไทยใหญ่ ซึ่งเป็นประเพณีที่ทำสืบต่อกันมากว่าร้อยปี โดยก่อนการเข้าพิธีบวชนั้น “ส่างลอง” ซึ่งหมายถึงเด็กๆที่เตรียมจะบวชเป็นสามเณรทุกคน จะมีสถานะเป็นเหมือนเจ้าชาย โดยทั้งพ่อแม่และญาติพี่น้องจะนำผ้าหลากสีสันมาตัดเป็นชุดสวยงาม พร้อมกับนำเครื่องประดับของตนเองมาให้ลูกสวมใส่ในพิธี และยังมีความเชื่อว่า ตลอดเวลาของพิธีปอยส่างลองนั้น เด็กๆที่จะบวชไม่สามารถเหยียบพื้นดินได้ จึงทำให้ต้องมี”ตะแป” หรือคนที่ให้เด็กๆขี่คออยู่ตลอดเวลา

3

ประเพณีปอยส่างลองจะจัดขขึ้นทุกปีในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กๆปิดเทอม และชาวไทยใหญ่ทุกคนว่างเว้นจากการทำนา มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ โดยระยะเวลาในการทำพิธีทั้งหมด จะใช้เวลาประมาณสามวัน โดยวันแรกจะเป็นการ”รับส่างลอง” โดยจะมีการแห่ขบวนส่างลองไปไหว้ศาลหลักเมือง ไว้พระพุทธรูปตามวัดต่างๆในพื้นที่ และแวะบ้านญาติพี่น้องเพื่อกราบขอขมา ส่วนวันที่สองจะเป็นวันเฉลิมฉลอง โดยจะมีการแห่ขบวนส่างลองอย่างยิ่งใหญ่ไปรอบเมืองตลอดทั้งวัน และวันสุดท้ายจะเป็นการนำส่างลองเข้าพิธีบวชสามเณรที่วัดหลักของเมือง ก่อนจะแยกย้ายกันไปจำวัดในวัดต่างๆที่ใกล้บ้านของแต่ล่ะคนต่อไป

นอกจากการชื่นชมความงามของชบวนแห่ที่งดงามของประเพณีปอยส่างลอง สิ่งสำคัญที่ทุกคนจะได้สัมผัสก็คือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยใหญ่  ซึ่งในช่วงประเพณีปอยส่างลอง ชาวไทยใหญ่ทุกคนจะแต่งกายในแบบพม่า มีการประกอบอาหารท้องถิ่นหลากหลายชนิดเพื่อเลี้ยงดูผู้ที่มาร่วมงานทุกคน  และบ้านทุกบ้านของชาวไทยใหญ่จะเปิดต้อนรับทุกคนที่ผ่านไปมา การได้นั่งลงพูดคุยกับผู้คนในท้องถิ่น หรือแม้แต่การมอบรอยยิ้มให้แก่กัน นี้คือเสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองปาย

เสน่ห์ที่ก่อให้เกิดความตระหนักในการรักษาวิถีชีวิตและประเพณีดั้งเดิมเหล่านี้เอาไว้ ไม่ให้ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามวัฒนธรรมจากโลกภายนอกที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในเมืองปายอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ปายยังคงเสน่ห์เช่นนี้เอาไว้ให้ทุกคนได้สัมผัส และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้คนในท้องถิ่นอย่างมีความเข้าใจกันตลอดไป…


( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 1 จาก 18